วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569
พิพัฒน์เปิดนโยบาย ลุยตั๋วร่วม-รถไฟฟ้า40บาท
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กล่าวเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ภายหลังเดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงคมนาคม เป็นวันแรกอย่างเป็นทางการ ว่า มุ่งเน้นการทำงานใน 4 มิติหลัก ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของประชาชน ได้แก่ มิติที่ 1 มุ่งหน้าดูแลภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด , มิติที่ 2 ดึงเอกชนร่วมทุน , มิติที่ 3 ส่งเสริมให้รถโดยสารสาธารณะใช้พลังงานสะอาด ลดพึ่งพาน้ำมัน แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน และมิติที่ 4 พัฒนาโครงสร้างคมนาคมให้เชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมในทุกพื้นที่
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นโยบายสำคัญของกระทรวงคมนาคมในยุคนี้ จะยังเดินหน้านโยบาย “เรือธง” คือ เร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพขนส่งสาธารณะ โดยได้เดินหน้าผลักดันพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ.2568 (พ.ร.บ.ราง) , พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ.2568 ซึ่งผ่านวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูก หากแล้วเสร็จจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศใช้กฎหมายทันที
“ผลจากทั้ง 2 พ.ร.บ. ทำให้ปลดล็อกข้อจำกัดของการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้เชื่อมต่อกันอย่างสะดวก ทำให้ราคาค่าโดยสารทั้งระบบถูกลง เฉพาะในส่วนของรถไฟฟ้าจะสานต่อ “รถไฟฟ้า 40 บาท” แต่จะออกมาเป็นในรูปแบบจัดเก็บราคาจากการแบ่งพื้นที่ หรือแบ่งช่วงเวลาเดินทาง อยู่ระหว่างการศึกษาว่าแบบใดประหยัดที่สุดสำหรับผู้ใช้บริการ” นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นโยบายตั๋วร่วมต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชน เพื่อนำมาจัดทำแนวคิดบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว คือ โอนย้ายรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายไปอยู่ภายใต้การดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการหารือกับภาคเอกชนผู้รับสัมปทาน เนื่องจากมีองค์ประกอบของบริษัทเอกชนหลายราย จึงต้องใช้เวลาหาข้อสรุปร่วมกัน
สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ยังเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่เดินหน้าต่อ เพราะเป็นนโยบายต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อน และจากการศึกษาพบว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนแน่นอน เพราะปัจจุบันการขนส่งสินค้าส่วนใหญ่ต้องไปถ่ายลำที่ประเทศสิงคโปร์ มีสัดส่วนกว่า 90% จึงมองว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโอกาสของประเทศไทย และจะช่วยสร้างอาชีพและการจ้างงานกว่า 1 แสนตำแหน่ง
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ขอยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขสัญญา เนื่องจากโครงการนี้มีการลงนามสัญญาไปเรียบร้อยแล้ว หากแก้ไขจะเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องจากผู้ประมูลรายอื่น
“เมื่อประมูลไปแล้ว ไม่ว่ารถไฟความเร็วสูงหรืออู่ตะเภา ต้องเดินไปตามสัญญา แต่ด้วยวิกฤตโควิด อาจมีคนเดินทางเข้าไทยน้อย แต่เราพยายามหาวิธีให้คนมาใช้บริการรถไฟความเร็วสูงและสนามบินอู่ตะเภาให้มากขึ้น โดยรัฐบาลคงต้องเติมการลงทุนเข้าไปใน EEC ในเรื่องสนามกีฬา ในลักษณะเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่ไม่มีกาสิโน หรือสวนสนุก จะเป็นดีสนีย์แลนด์หรือรูปแบบอื่นก็ได้ หลังรัฐบาลแถลงนโยบายแล้ว น่าจะมีความชัดเจนและยืนยันจะพยายามจะให้ 2 โครงการนี้เกิดขึ้นให้ได้”นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนโครงการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคมที่ยังคงค้างไม่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะงานก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ตนยืนยันว่าจะแล้วเสร็จคืนพื้นผิวจราจรภายในเดือน ก.ค. - ส.ค.นี้ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ถนนสัญจร 100% ไม่มีงานก่อสร้างกีดขวาง รวมทั้งงานก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์ M82 สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว จะเปิดให้บริการ และเชื่อมต่อกับโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง - วงแหวนรอบนอกฯ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี