วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569
‘ดีเซล’ดันต้นทุนพุ่ง ‘สินค้า’จ่อคิวขอขึ้นราคาเพียบ
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลแตะลิตรละ 50 บาท พบว่า ต้นทุนสินค้าได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป เฉลี่ย 0.7-44.4% แบ่งเป็น หมวดอาหารและเครื่องดื่มได้รับผลกระทบ 1.6-12.1% , ของใช้ประจำวัน 1.4-16.2% , ปัจจัยการเกษตร 44.4% , วัสดุก่อสร้าง 1.5-2.1% และอาหารสด 0.7-3.2% แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปรับราคาขึ้นได้ทันที ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นด้วย หากให้ปรับขึ้นจะให้ขึ้นน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนมากเกินไป
“ขณะนี้มีกลุ่มสินค้าควบคุมที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา ยื่นคำขอเข้ามาแล้ว 15 รายการ กลุ่มที่น่าจับตามากที่สุด คือ “น้ำมันปาล์ม” มีผู้ยื่นขอปรับราคา 4 ราย และอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ต้นทุนและตรวจสอบสต็อกเก่าอย่างละเอียด” นายวิทยากร กล่าว
นายวิทยากร ยอมรับว่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นจริงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปี 2568 ราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 5.73 บาท น้ำมันปาล์มดิบกิโลกรัมละ 33.47 บาท และน้ำมันปาล์มบรรจุขวดเฉลี่ย 48 บาท แต่ปี 2569 ราคาผลปาล์มขยับขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 8 บาท น้ำมันปาล์มดิบขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 41.75 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มขวดยังอยู่ในช่วง 42-50 บาท ทำให้ส่วนต่างระหว่างน้ำมันปาล์มดิบกับน้ำมันปาล์มขวด ซึ่งปกติควรห่างกัน 12-15 บาท เหลือเพียง 0.25-8 บาทเท่านั้น จึงมีแนวโน้มสูงว่าต้องยอมให้ทยอยปรับขึ้นราคา แต่จะขอความร่วมมือให้ค่อยๆขยับ เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภครุนแรงเกินไป
นอกจากน้ำมันปาล์มแล้ว กลุ่มผู้ผลิตสบู่และแชมพู ได้ยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้ว โดยกรมจะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 2 สัปดาห์ และจะดูจากต้นทุนจริงเป็นหลัก หากเห็นว่าให้ผู้ผลิตรับภาระบางส่วนได้ จะขอความร่วมมือให้ชะลอการขึ้นราคาออกไปก่อน เช่น กรณีที่ปกติมีกำไร 5% แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 2% อาจขอให้ผู้ประกอบการช่วยดูดซับต้นทุนไว้บางส่วนก่อน
สำหรับสินค้าอื่นในบัญชีควบคุม ยังไม่พบการขอปรับราคาชัดเจนในเวลานี้ โดยปลากระป๋องยังไม่มีการยื่นขอ ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังไม่ปรับราคา นมผงและนมพร้อมดื่มเริ่มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ แต่ยังไม่ขอปรับราคา เช่นเดียวกับสินค้ากลุ่มกระดาษชำระ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ หน้ากากอนามัย และวัสดุก่อสร้างบางรายการยังไม่มีคำขอปรับราคาเข้ามา
อีกกลุ่มที่ถูกจับตา คือ “ปุ๋ยเคมี” แม้ยังไม่ยื่นขอปรับราคา แต่ผู้ผลิตแจ้งว่าต้นทุนสูงขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่ราคานำเข้าจากเดิม 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน พุ่งขึ้นเป็น 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่วนใหญ่ปุ๋ยกลุ่มนี้นำเข้าจากตะวันออกกลาง แต่ต้องหาแหล่งนำเข้าเพิ่มทั้งจากมาเลเซียและบรูไน
“ปัจจุบันมีปุ๋ยยูเรียคงเหลือ 343,000 ตัน และกำลังนำเข้าเพิ่มอีก 234,000 ตัน รวมปริมาณพร้อมใช้ 577,000 ตัน คาดว่าจะใช้ในเดือนเมษายน 2569 ราว 276,000 ตัน ทำให้เหลือสต็อกราว 300,000 ตัน เพียงพอใช้ถึงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ภาครัฐกำลังเร่งหาแหล่งนำเข้าเพิ่ม ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับอิหร่านเรื่องเรือขนปุ๋ย 5 ลำ ซึ่งใกล้จะมีข่าวดี หากในอนาคตมีคำขอปรับราคาปุ๋ยเข้ามา กรมจะพิจารณาจากต้นทุนนำเข้าที่แท้จริง และพยายามให้กระทบเกษตรกรน้อยที่สุด” นายวิทยากร กล่าว
ด้าน “เม็ดพลาสติก” เพิ่งถูกกำหนดเป็นสินค้าควบคุมเป็นครั้งแรก จากการตรวจสอบมี 3 กลุ่มสำคัญที่เสี่ยงกระทบประชาชนและเกษตรกรโดยตรง ได้แก่ กลุ่มบรรจุภัณฑ์อย่างกล่อง ถุงร้อน ถุงหิ้ว ถุงขยะ กลุ่มกระสอบใส่ปุ๋ย และกลุ่มถุงเลือด-ถุงน้ำเกลือ รวมกันคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของการใช้พลาสติกทั้งหมด แม้วัตถุดิบอย่างพอลิเอทิลีน (PE) และโพลีโพรพิลีน (PP) ยังไม่ขาดแคลน แต่ราคาปรับสูงขึ้น กรมจึงตั้งคณะทำงานบริหารห่วงโซ่อุปทาน กำกับดูแลต้นทุน ราคา และป้องกันการกักตุนอย่างใกล้ชิด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี