วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สมาคมฯจะประชุมสามัญประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 วันที่ 25–26 เม.ย.69 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอจากเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อภาครัฐในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีหนังสือเชิญนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานเปิดและรับฟังข้อเสนอจากเกษตรกร
นายปราโมทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกเจ้า ยังอยู่ในระดับต่ำเฉลี่ยเพียงตันละ 5,500-6,500 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่ส่วนใหญ่เกินกระสอบละ 1,000 บาท รวมถึงต้นทุนพลังงานและค่าจัดการที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ชาวนาทั้งประเทศเผชิญภาวะต้นทุนการผลิตสูงและขาดทุน จนหลายรายไม่อยากเพาะปลูกต่อ
“สมาคมฯเตรียมเสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1.พยุงราคาข้าวเปลือกและกำหนดกลไกไม่ให้ราคาต่ำกว่าต้นทุนมากเกินไป 2.เร่งมาตรการลดต้นทุนการผลิต ทั้งปุ๋ย พลังงาน และค่าจัดการ 3.เร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงและตอบโจทย์ตลาดโลก เพื่อแก้ปัญหาการส่งออกชะลอตัว และ 4.บริหารจัดการแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก รองรับความเสี่ยงภัยแล้งในระยะต่อไป” นายปราโมทย์ กล่าว
สำหรับวันที่ 25 เม.ย.จะประชุมใหญ่คัดเลือกคณะกรรมการชุดใหม่ และรวบรวมปัญหาจากพื้นที่ ส่วนวันที่ 26 เม.ย.จะเป็นเวทีนำเสนอข้อเสนอต่อภาครัฐ พร้อมรับฟังความเห็นจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกและลดภาระต้นทุนการผลิตอย่างเป็นระบบ
ด้าน น.ส.วรัญญา บุญวิวัฒน์ นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย กล่าวว่า ที่ประชุมสมาคมได้หารือถึงแนวทางการนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย ตามที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปเจรจากับทางการรัสเซีย ซึ่งฝ่ายรัสเซียเปิดทางให้ภาคเอกชนของ 2 ประเทศเจรจารายละเอียดเพิ่มเติม ขณะนี้สมาคมกำลังประเมินปริมาณความต้องการที่แท้จริง คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายกลางสัปดาห์นี้ ซึ่งการมีแหล่งนำเข้าจากรัสเซียถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ ช่วยลดการพึ่งพาแหล่งผลิตหลัก โดยไทยมีความต้องการใช้ปุ๋ยปีละ 6 ล้านตัน ขณะนี้สต็อกในประเทศมีพอใช้ถึงต้นเดือน พ.ค.
สำหรับราคาปุ๋ยในตลาดโลกขณะนี้อยู่ที่ตันละ 900-950 ดอลลาร์สหรัฐ หากเหตุสู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้ออาจพุ่งถึงระดับตันละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ข้อเสนอจากรัสเซียอยู่ที่ตันละ 800-850 ดอลลาร์สหรัฐ แม้จะต่ำกว่า แต่เมื่อรวมค่าขนส่งอีกตันละ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ต้นทุนรวมใกล้เคียงราคาตลาดโลก จึงยังต้องพิจารณาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่ง ปัจจุบันมีปุ๋ยติดค้างอยู่ช่องแคบฮอร์มุซ 5 ลำ ปริมาณรวม 250,000 ตัน
“สมาคมจึงมีแนวทางเริ่มนำเข้าในลักษณะนำร่อง โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตจากรัสเซีย เพื่อลดขนาดล็อตแรกลงมาอยู่ที่ 25,000 ตัน และขอให้ส่งมอบได้ในเดือนพ.ค.เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในช่วงต้นฤดูกาลผลิต ในด้านโลจิสติกส์ปุ๋ยจากรัสเซียใช้เวลาขนส่ง 40-60 วัน นานกว่านำเข้าจากตะวันออกกลางที่ใช้เวลา 6-10 วัน ทำให้มีความเสี่ยงด้านเวลาการจัดส่ง และเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า เนื่องจากความชื้นระหว่างขนส่งอาจทำให้ปุ๋ยจับตัวเป็นก้อน ขณะที่ผู้ผลิตจากรัสเซียแจ้งความพร้อมส่งมอบสินค้าล็อตแรกช่วงเดือนก.ค.-ส.ค. ใกล้สิ้นสุดฤดูกาลผลิต ส่งผลให้ความต้องการใช้ปุ๋ยยูเรียเริ่มลดลง” น.ส.วรัญญา กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี