533.jpg
‘คลัง’หั่นGDPปี69เหลือโต1.6% จากเหตุสงคราม-ราคาน้ำมันพุ่ง

‘คลัง’หั่นGDPปี69เหลือโต1.6% จากเหตุสงคราม-ราคาน้ำมันพุ่ง

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.18 น.

‘คลัง’หั่นGDPปี69เหลือโต1.6% จากเหตุสงคราม-ราคาน้ำมันพุ่ง

28 เมษายน 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 ประจำเดือนเมษายน 2569 ว่า กระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลดลงเหลือ 1.6% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 2% ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 3% เป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งจากตะวันออกกลาง พิษราคาน้ำมัน ตลาดน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น


ทั้งนี้ ประมาณการ GDP ล่าสุดอยู่บนสมมติฐานสำคัญ 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก ขยายตัวได้ 3.0% ชะลอเล็กน้อย แต่ยังขยายตัวได้ดี สงครามตะวันออกกลางดีขึ้น กระทบพลังงานและวัตถุดิบขาดแคลนและราคาแพงลดลง 2.ค่าเงินบาท มีเสถียรภาพที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า 3.ราคาน้ำมันดิบดูไบผันผวนสูงสุดที่ 104.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีถึงล่าสุดอยู่ที่ 91.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แนวโน้มยังทรงตัวสูงและผันผวนต่อไปทั้งปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

4.จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไตรมาสแรก 2569 จำนวน 9.32 ล้านคน ชะลอตัว 2.4% จากความไม่สงบในตะวันออกลาง คาดว่าทั้งปี 33.5 ล้านคน ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อน และ 5.การใช้จ่ายภาครัฐ ปี 2569 อยู่ที่กว่า 4 ล้านล้านบาท จากการมาตรการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ

“เศรษฐกิจที่ขยายตัวลดลง ทางการต้องมีการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน และมาตรการช่วยเหลือให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน การหารายได้เพิ่มขึ้น ต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ประมาณการใหม่รวมเรื่องกิจกรรมการปี 2569 และปี 2570 ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส ยังต้องรอความชัดเจน ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัสที่ทำปีที่ผ่านมาทำให้จีดีพีขยายตัวได้ 0.7% ซึ่งยังไม่น่าห่วงและห่างไกลจากเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว แต่มีเงินเฟ้อสูง หรือ stagflation ซึ่งรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต” นายวินิจ กล่าว

นายวินิจ กล่าวว่า การปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย เหลือ 1.6% ยังไม่ได้คำนวณรวมกับมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลจะออกมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมรายละเอียดมาตรการเพื่อรักษาระดับการขยายตัว โดยหากมีเม็ดเงินการลงทุน และการบริโภคลงสู่เศรษฐกิจ 1 แสนล้านบาท จะช่วยกระตุ้นจีพีพีได้ 0.2%

สำหรับปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจในปี 2569 มาจากอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยด้านการส่งออกคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ด้านการนำเข้าคาดว่ามูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 13.9% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยส่วนใหญ่เป็นการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะต่อไป รวมถึงเป็นผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.3% ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก ตลอดจนมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน

สำหรับการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น มีการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต

ทั้งนี้ ภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 2.5-3.5%) ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 91.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 86.0-96.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศมีความแข็งแกร่ง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.0% ของ GDP

อย่างไรก็ดี ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 1.ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน 2.ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า 3.สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง 4.ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง”

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top