วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 1/69 ว่า เศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 4/68 ขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ เป็นผลจากการลงทุนรวมยังขยายตัวสูง 9.9% เร่งขึ้นจาก 8.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกปี 58
ด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.8% เร่งขึ้นจาก 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ส่วนดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 2.3% ต่อเนื่องจาก 1% ในไตรมาสก่อนหน้า การนำเข้าสินค้ามีมูลค่า 95,399 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 33.1% เร่งขึ้นจาก 17.5% ในไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 25.7% และราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ที่ 6.9 พันล้านบาท เทียบกับการเกินดุล 4.4 หมื่นล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า
นายดนุชา กล่าวว่า ในด้านสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่านมา ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง 46% แต่หลังจากเกิดสถานการณ์ได้นำเข้าจากแหล่งอื่นทั้งสหรัฐ และแอฟริกา ทำให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาก็ยังอยู่ในระดับสูง แม้ช่วงถัดไป สศช. จะประเมินว่าความขัดแย้งน่าจะสิ้นสุดกลางปีนี้ แต่ราคาพลังงานน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะกระทบกับเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งดูแลค่าครองชีพในช่วงต่อไป เพราะถ้าเหตุการณ์ยังไม่ยุติอาจเกิดวิกฤตค่าครองชีพในช่วงต่อไป
สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 69 สศช. คาดว่าจะขยายตัวตามเดิม คือ ช่วง 1.5 - 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) มีปัจจัยสนับสนุน คือ 1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน 2.การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 3.การขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออก ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ 1.ความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 2.ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก 3.ภาระหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และคุณภาพสินเชื่อ SMEs ด้อยลง และ 4.ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรง และกระทบต่อภาคการเกษตรมากขึ้น
สศช. ได้เสนอแนะประเด็นการบริหารนโยบายที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปี 69 ดังนี้ 1.บริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงานและการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น 2.ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน 3.รักษาแรงส่งภาคส่งออก เตรียมพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ๆ 4.เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7% 5.ดูแลภาคเกษตร และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือปรากฏการณ์ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งปีหลัง และ 6.แก้ปัญหาหนี้สินและสินเชื่อ เร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนเชิงรุกและช่วย SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่อง
“กรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเบิกจ่ายมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย 1.7-2 แสนล้านบาท กระตุ้น GDP ปีนี้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.4% แต่การกู้เงินที่ส่วนหนึ่งจะนำมาใช้ช่วยลดค่าครองชีพจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจไม่ทำให้เงินเฟ้อปีนี้ชะลอตัวลง โดยคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ว่าจะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2-3% จากประมาณการเดิมที่คาดไว้เพียง 0.2%” นายดนุชา กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี