วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2569) บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 313.9 ล้านบาท โดยบริษัทสามารถสร้างการเติบโตของ EBITDA ตามแผนงาน Jump+ ที่บริษัทได้ประกาศไว้ ทั้งนี้บริษัทมี EBITDA ในไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 33.5 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิที่ 7.5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 บริษัทมีการเติบโตของ EBITDA ในอัตราที่สูงขึ้น 153% และกำไรสุทธิ มีการเติบโตสูงขึ้น 199%
โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ EBITDA ของบริษัทมีการเติบโตขึ้นมาก เนื่องจากความสามารถในการผลักดันให้ธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics มีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นไปตามแผนธุรกิจ 3x6 Growth Matrix และตามแผนงานที่ได้ระบุไว้ในโครงการ Jump+ ธุรกิจให้เช่าพื้นที่เก็บของขนาดเล็ก (Self-Storage) และธุรกิจรับฝากตู้สินค้า (Container Depot) มีรายได้ในไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 12.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 และเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 เพิ่มขึ้นถึง 60%
นอกจากนี้รายได้จากการขนส่งสินค้าทางรางของบริษัทในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท LaneXang Express และบริษัท Sritrang-Leo Multimodal Logistics ก็มีการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเปรียบเทียบระหว่างไตรมาส 1/2569 กับไตรมาส 4/2568
ทั้งนี้รายได้หลักมาจากค่าบริการอื่นๆที่สูงกว่าไตรมาส 1/2568 ได้แก่ ค่าขนส่งทางอากาศ และบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร เนื่องจากภาวะสงครามและทำให้เกิดการชะงักงันในการขนส่งสินค้าทางเรือที่ต้องผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ จึงให้มีความต้องการในการส่งสินค้าทางอากาศไปในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้น และอัตราค่าระวางก็มีการปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงบริษัทฯ มีรายได้จากงานขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ (Heavy Lift & Project Cargoes) ในช่วงไตรมาส 1/2569 จึงทำให้รายได้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรมีการเติบโต
โดยรายได้จากธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ และการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร มีรายได้เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 12.5% บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1/2569 เท่ากับ 32% ซึ่งเท่ากับไตรมาส 4/2568 แต่สูงกว่าไตรมาส 1/2568 ที่อยู่ที่ระดับ 30%
“การส่งออกนำเข้าในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ปี 2569 มีการชะลอตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจโลก แต่บริษัทเริ่มได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของค่าระวาง เนื่องจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐอเมริกาในช่วงเดือนมีนาคม จึงทำให้รายได้รวมลดลงจากไตรมาส 1/2568 เพียงเล็กน้อย และคาดว่าผลกระทบเชิงบวกนี้จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนภายในปี 2569 ทำให้อัตราค่าระวางยังอยู่ในสภาวะสูง และทำให้บริษัท มีโอกาสในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้สูงขึ้นตามอัตราค่าระวางที่สูงขึ้น”นายเกตติวิทย์ กล่าว
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจปี 2569 บริษัทเดินหน้ายุทธศาสตร์การเติบโต 3 ด้าน 6 มิติ ( 3x6 Growth Matrix) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 36 ปีของการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2569 นี้ รวมถึงการผลักดันแผนการสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตของธุรกิจตามแผนงาน Jump+ เพื่อสร้างการเติบโต EBITDA ของบริษัทขึ้น 45% หรือ 50-55 ล้านบาท ภายในปี 2571 และเป็นการเติบโตที่ให้ความสำคัญในเรื่อง Profitability, Efficiency, Stability ควบคู่กับความมีธรรมาภิบาล การดูสิ่งแวดล้อมและสังคม
“ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา บริษัทก็ยังมีความมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันให้รายได้ ผลการดำเนินงาน และ EBITDA ของบริษัทในปี 2569 ให้มีการเติบโตตามแผนงาน 3×6 Growth Matrix เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 36 ปี รวมถึงบรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ในแผนไว้ตามโครงการ Jump+ ได้อย่างแน่นอน”นายเกตติวิทย์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี