533.jpg
‘กกร.’ปรับเป้าจีดีพี หวั่นสงครามยืดเยื้อทุบศก.

‘กกร.’ปรับเป้าจีดีพี หวั่นสงครามยืดเยื้อทุบศก.

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.20 น.

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่เห็นฉากจบ ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีในช่วงที่ผ่านมาต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการซ่อมแซม ความกังวลต่อความเสียหายทางกายภาพที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน (physical damage) กดดันให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง โดยผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากสินค้าขาดแคลนเริ่มเห็นแล้วในภาคการบิน กระทบนักท่องเที่ยวที่โดยสารผ่านเที่ยวบินจากตะวันออกกลางมายังไทย

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1/69 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จำกัดอยู่ในบางภาคส่วน จากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตดี ภาครัฐเร่งเบิกจ่าย ภาคส่งออกที่ขยายตัวสูงจากสินค้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ตามกระแสโลก ส่งผลให้สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขยายตัว 45% และขยายตัวติดต่อกัน 12 ไตรมาส อย่างไรก็ตามการส่งออกกระจุกตัวสูง และไม่ได้ส่งผลดีไปยังภาคการผลิตอย่างทั่วถึง


ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังวางใจไม่ได้ และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยอาจสูงกว่าที่เห็นในปัจจุบัน โดย กกร. ประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 1.2%-1.6% จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 1.6-2.0% ส่วนการส่งออกยังอยู่ที่ -1.5 ถึง -0.5% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.0-3.0% จากเดิมประเมินไว้ 0.2-0.7%

“เศรษฐกิจระยะข้างหน้ายังคงมีความท้าทาย จำเป็นต้องติดตามผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อราคาวัตถุดิบ และปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นปัญหาระลอกใหม่ โดยไทยควรเร่งการลงทุนปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ และเร่งลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพภายใต้ความร่วมมือระดับชาติระหว่างภาครัฐ (Reinvent Thailand) จะยิ่งสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า” นางพิมพ์ใจ กล่าว

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า กกร.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน โดยตระหนักว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต้องคำนึงถึงทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน อาจกระทบต่อภาคการผลิต ส่งออก และความสามารถการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น กกร.เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม

ในระยะเร่งด่วนการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวที่ทำงานอยู่ในไทย ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานจำนวนมากหายไปจากระบบในทันที ขณะเดียวกันภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพแรงงานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุน โดย กกร.จะนำเสนอข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรมว.แรงงาน เพื่อเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

“กกร. ขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต ถือเป็นการยกระดับการขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศ และ กกร. เห็นว่าการมีคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาการทุจริตได้อย่างบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงกฎหมาย การอนุญาตภาครัฐ การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มความโปร่งใส ลดดุลยพินิจ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของไทย และสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต” นางพิมพ์ใจ กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top