533.jpg
‘บางจาก’มั่นใจ SAF สร้างยอดขายหมื่นล้านต่อปี จ่อขอบอร์ดไฟเขียวเพิ่มวงเงินรักษาสภาพคล่อง

‘บางจาก’มั่นใจ SAF สร้างยอดขายหมื่นล้านต่อปี จ่อขอบอร์ดไฟเขียวเพิ่มวงเงินรักษาสภาพคล่อง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.05 น.

‘บางจาก’มั่นใจ SAF สร้างยอดขายหมื่นล้านบาทต่อปี พร้อมขออนุมัติบอร์ดเพิ่มวงเงิน 4-5 หมื่นล้านบาท รักษาสภาพคล่องรับความเสี่ยงราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้น

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไบโอฟิว (Biofuel) คือทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย เนื่องจากสามารถนำมาใช้แทนฟอสซิลได้ทันทีในสัดส่วน 10% - 20% โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันทั่วโลกมีรถยนต์กว่า 1,400 ล้านคัน รวมถึงปั๊มน้ำมันและท่อขนส่งที่รองรับเชื้อเพลิงเหลวอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่ไบโอฟิวจึงทำได้ง่ายและตอบโจทย์ได้ดีเยี่ยม


ทั้งนี้ ในการส่งเสริมไบโอฟิวยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล ต่างจากการส่งเสริม EV แบตเตอรี่ หรือโซลาร์เซลล์ ที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศเกือบ 100% ทำให้ไทยสูญเสียดุลการค้า แต่สำหรับไบโอฟิวมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Value Chain) ทั้งหมด 100% จะหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่การปลูกพืชเกษตร การคั้นน้ำมัน จนถึงการกลั่นและใช้ในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาลที่จะช่วยเพิ่ม GDP ของประเทศอย่างยั่งยืน

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า บางจากกำลังเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงชีวภาพยุคแรก (First Generation) ไปสู่ยุคที่สอง (Second Generation) และสาม ซึ่งจะใช้เศษวัสดุทางการเกษตร เช่น กิ่ง ก้าน ใบหญ้า และเศษฟาง มาผลิตเป็นน้ำมัน โดยมีผลิตภัณฑ์เรือธงคือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน และน้ำมันดีเซลยั่งยืน (HVO) ทั้งนี้เป้าหมายสูงสุดคือการต่อยอดจากไบโอฟิวไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-based) ขั้นสูง เช่น พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics), ยา (Biopharmaceutical), เครื่องสำอาง (Biocosmetic) ไปจนถึงการผลิตคอลลาเจนจากพืช ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้หลายเท่าตัวและรักษาผลประโยชน์ให้ตกอยู่กับคนไทย

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) หรือ SAF หลังผ่านการก่อสร้างและการทดสอบระบบประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่องตลอด 2 เดือน และผ่านการทดสอบรันเครื่อง 100% ติดต่อกัน 72 ชั่วโมง โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพดีกว่าสเปกที่การันตีไว้ โดยปัจจุบันมีน้ำมัน SAF อยู่ในสต็อกแล้วเกือบ 30 ล้านลิตร ได้เริ่มทยอยส่งออกให้กับคู่ค้าซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันระดับโลกตามสัญญาที่มีอยู่ โดยชิปเมนต์แรกกำลังจะโหลดเสร็จสิ้นและเดินทางสู่ยุโรปแล้ว และจะมีชิปเมนต์ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 3 เท่าตามไปในอีก 2 สัปดาห์

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าโรงกลั่น SAF จะสร้างยอดขายได้ประมาณ 9,000 - 10,000 ล้านบาทต่อปี (คำนวณจากกำลังการผลิตที่ 80% หรือประมาณ 160 ล้านลิตรต่อปี ที่ราคาเฉลี่ย 60 บาทต่อลิตร) [5] โดยคาดว่าจะมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) อยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) สูงกว่า 15% และคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 6-7 ปี

นอกจาก SAF แล้ว โรงกลั่นแห่งนี้ยังสามารถเลือกผลิต HVO (Hydrotreated Vegetable Oil) หรือ Green Diesel ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในยุโรปเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เป็นศูนย์ รวมถึงมีผลพลอยได้เป็น Bio-Naphtha ซึ่งสามารถนำไปผสมกับแนฟทาจากฟอสซิลเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งนอกจากน้ำมันทอดทั่วไปแล้ว ยังมองว่า น้ำมันหมาล่าจากร้านอาหารก็เป็นแหล่งวัตถุดิบที่ดีเนื่องจากมีสัดส่วนน้ำมันสูง แม้จะต้องมีกระบวนการ Pre-treatment เพื่อแยกน้ำออกก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งตู้รับซื้อน้ำมันใช้แล้ว (UCO) ตามปั๊มน้ำมันและหน่วยงานต่างๆ โดยมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าความชื้นเพื่อป้องกันการปนเปื้อน

ในระยะยาว บางจากฯ กำลังพัฒนาพืชพลังงานตัวใหม่ภายใต้โครงการ Farm to Fly โดยเน้นไปที่ต้นพงกะมี หรือ หยี่น้ำ ซึ่งเป็นพืชที่ทนดินเค็มและปลูกได้ดีในภาคอีสานและพื้นที่ชายเลน เพื่อเป็นทางเลือกเสริมจากน้ำมันใช้แล้ว โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐในการทดสอบปลูกในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น สุรินทร์ และโคราช

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 อาจมีความเสี่ยงจากราคาต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อไว้ล่วงหน้าสูง โดยบริษัทต้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด  โดยบริษัทจึงมีแผนขออนุมัติคณะกรรมการเพื่อเพิ่มวงเงินเงินทุนหมุนเวียนอีกประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาสภาพคล่อง วงเงินส่วนนี้จะนำมาใช้รองรับทั้งการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาสูงขึ้น และรองรับภาระหนี้จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันบริษัทพยายามรักษากำลังการกลั่นให้สมดุลกับการบริโภคในประเทศเพื่อบริหารความเสี่ยง

อย่างไรก็ตามทิศทางของ บางจากในอนาคตจะเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยี Carbon Capture (CCUS) โดยมีโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) อยู่ที่โรงกลั่นพระโขนงร่วมกับ AIT เพื่อดักจับคาร์บอน และกำลังศึกษาวิจัยการผลิต E-Fuel และ E-SAF ซึ่งเป็นการนำคาร์บอนที่ดักจับได้มาผสมกับ Green Hydrogen เพื่อผลิตเป็นน้ำมันสังเคราะห์ในระยะยาว โดยย้ำว่าธุรกิจโรงกลั่นจะยังไม่ตายและยังคงมีความสำคัญไปอย่างน้อยอีก 50-100 ปี เพราะเชื้อเพลิงเหลวมีข้อดีในด้านการขนส่งและการสะสมพลังงานได้ดีที่สุด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top