543.jpg
วัส ติงสมิตร ผ่าวิกฤต กสทช. กรณี หมอสรณ เมื่อกฎหมายมีช่องว่าง รัฐควรเดินอย่างไร?

วัส ติงสมิตร ผ่าวิกฤต กสทช. กรณี หมอสรณ เมื่อกฎหมายมีช่องว่าง รัฐควรเดินอย่างไร?

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.02 น.

28 กรกฎาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรณี "หมอสรณ" ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่? เมื่อกฎหมายมีช่องว่าง รัฐควรเดินอย่างไร

กรณีการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ต้องยุติลงเพราะกรรมการ 3 คนไม่เข้าร่วมประชุม หลังคณะกรรมการสรรหามีมติวินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงสำคัญในทางกฎหมายว่า:


ในเมื่อคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยแล้ว นพ.สรณ ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่? และหากจะพ้นจากตำแหน่ง จำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือไม่?

คำถามนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นเหตุให้การประชุม กสทช. ล่ม และกระทบต่อการพิจารณาวาระสำคัญระดับประเทศหลายเรื่อง

จุดเริ่มต้นของคดี

เรื่องนี้เริ่มจากคณะกรรมาธิการการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร ยื่นเรื่องให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติของ นพ.สรณ ต่อมานายกรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา

• ความเห็นกฤษฎีกา (คณะที่ 1): ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นพ.สรณ ยังคงตรวจรักษาผู้ป่วยโดยได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 (ก่อนวันมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเพียงวันเดียว) จึงเข้าลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 8 (2) และเป็นกรณีที่ มาตรา 18 ประกอบมาตรา 15/1 กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย

• มติคณะกรรมการสรรหา กสทช. (ชุดเดิม): มีมติเอกฉันท์ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม และ "ให้ถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช."

อย่างไรก็ตาม นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว และยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง โดยอ้าง มาตรา 20 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

ข้อกฎหมายที่กำลังถกเถียง: มาตรา 20 วรรคสอง ใช้บังคับแก่กรณีนี้หรือไม่?

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ เพราะเรื่องนั้นคณะกรรมการสรรหาได้มีมติไปแล้ว (หากไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิที่จะฟ้องต่อศาลปกครอง) แต่ประเด็นที่แท้จริงคือ... บทบัญญัติมาตรา 20 วรรคสอง ใช้บังคับแก่กรณีนี้หรือไม่?

ตามมาตรา 20 วรรคสอง หากกรรมการ กสทช. พ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม ให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

เมื่ออ่านเพียงตัวบท หลายคนจึงเข้าใจว่า ไม่ว่ากรณีใด หากจะพ้นจากตำแหน่งก็ต้องมีพระบรมราชโองการก่อน แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่า:

1.มาตรา 20 เขียนขึ้นเพื่อรองรับกรณีที่กรรมการเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์แล้ว ต่อมาภายหลังเกิดเหตุการขาดคุณสมบัติหรือมีลกษณะต้องห้าม ซึ่งเป็นเรื่อง "การสิ้นสุดสถานะของกรรมการที่มีสถานะสมบูรณ์อยู่ก่อน"

2. กรณี นพ.สรณ หากยึดตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กลับเป็นกรณีที่มีลักษณะต้องห้าม "ตั้งแต่ก่อน" มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ปัญหาจึงเป็นเรื่อง "การเกิดสถานะทางกฎหมาย" (Status) ไม่ใช่ "การสิ้นสุดสถานะ"

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งว่า มาตรา 20 น่าจะไม่ใช่บทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ข้อเท็จจริงในคดีนี้เลย

ช่องว่างเชิงระบบของกฎหมาย (Systemic Legal Gap)

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึง "ช่องว่างของกฎหมาย" อย่างชัดเจน

ผู้ร่างกฎหมายได้บัญญัติวิธีดำเนินการไว้เฉพาะกรณีที่กรรมการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม "ภายหลัง" เข้ารับตำแหน่ง แต่ไม่ได้บัญญัติไว้ว่า หากภายหลังตรวจพบว่าผู้ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมาตั้งแต่ก่อนการแต่งตั้ง จะต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ อย่างไร

นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาการตีความตัวบทธรรมดา แต่เป็น ช่องว่างเชิงระบบของกฎหมาย (Systemic Legal Gap) ที่เกิดจากข้อเท็จจริงซึ่งผู้ร่างกฎหมายอาจไม่เคยคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นมาก่อนก็ได้ อย่างไรก็ดี ช่องว่างดังกล่าวยังคงอยู่ในวิสัยที่ฝ่ายบริหารและผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายจะตีความเพื่ออุดช่องว่างได้ตามหลักนิติรัฐ

แล้วควรแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร?

ในสถานการณ์ปัจจุบัน นพ.สรณ ยังมิได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมติดังกล่าวถือเป็น คำสั่งทางปกครองที่มีผลใช้บังคับทันที ตามมาตรา 63/2 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

ทว่า ในทางปฏิบัติ สำนักงาน กสทช. กลับยังคงยืนยันว่า นพ.สรณ ยังมีหน้าที่และอำนาจในตำแหน่งประธาน กสทช. โดยอ้างว่ายังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

คำถามสำคัญทางกฎหมายมหาชนจึงมีอยู่ว่า:

สำนักงาน กสทช. มีหน้าที่และอำนาจที่จะตีความกฎหมายให้ขัดหรือแย้งกับมติของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองได้หรือไม่?

แล้วควรแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร?

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่ นพ.สรณ ยังมิได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และยังไม่มีคำขอทุเลาการบังคับตามมติของคณะกรรมการสรรหา (ซึ่งมติดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลใช้บังคับทันที เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน ตามมาตรา 63/2 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539) ขณะที่สำนักงาน กสทช. ยังคงยืนยันว่า นพ.สรณ มีหน้าที่และอำนาจของประธาน กสทช. เพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

คำถามคือ: สำนักงาน กสทช. มีอำนาจตีความกฎหมายให้ขัดกับมติของคณะกรรมการสรรหาซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่?

แม้ผู้เขียนจะเห็นว่า กรณีนี้เป็นปัญหาลักษณะต้องห้ามที่เกิดขึ้นก่อน นพ.สรณมาดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. อันอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 15/1 และคำวินิจฉัยเป็นที่สุดในฝ่ายบริหาร และมีผลใช้บังคับทันทีโดยไม่ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ทำนองเดียวกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 5 องค์กร และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม

แต่เพื่อยุติปัญหาเฉพาะหน้า สำนักงาน กสทช. ควรขอหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยด่วนเฉพาะประเด็นข้อกฎหมาย (ซึ่งยังไม่เคยหารือมาก่อน) ว่า:

"เมื่อคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าผู้ได้รับการแต่งตั้งมีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ผลดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคสอง โดยนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่? หรือผลของการวินิจฉัยมีผลในตัวเองโดยไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา 20?"

หากคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว จะทำให้หน่วยงานของรัฐมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ลดความเสี่ยงที่การดำเนินงานของ กสทช. จะถูกโต้แย้งในภายหลัง และยังไม่กระทบต่อสิทธิของ นพ.สรณ ที่จะฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติ รวมทั้งขอทุเลาการบังคับตามมาตรการทางปกครองต่อไป

ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับ นพ.สรณ พึงหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้มติ หรือประกาศต่าง ๆ ของ กสทช. ที่ลงนามหลังจากนี้ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องเพิกถอนในภายหลังเนื่องจากกระทำโดยผู้ไม่มีอำนาจ

บทส่งท้าย

กรณี "หมอสรณ" จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทของบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นคดีที่จะกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกฎหมายมหาชนไทย ว่าเมื่อภายหลังมีการวินิจฉัยว่าผู้ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม มาตั้งแต่ก่อนการแต่งตั้ง ผลทางกฎหมายจะเกิดขึ้นเมื่อใด และต้องดำเนินการตามขั้นตอนใด

จนกว่าศาลปกครองจะมีคำวินิจฉัยถึงที่สุด หน่วยงานของรัฐทุกฝ่ายจึงควรใช้ความระมัดระวังในการตีความกฎหมาย การอาศัยความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของฝ่ายบริหาร ย่อมเป็นแนวทางที่ช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย ได้มากกว่าการที่แต่ละหน่วยงานตีความกฎหมายแตกต่างกันเอง ซึ่งท้ายที่สุดย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งองค์กร กสทช. และต่อหลักนิติรัฐของประเทศโดยรวม

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
28/7/69

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top