533.jpg
วัส ติงสมิตร ผ่าคำสั่งศาลคดี หมอสรณ เมื่อคำวินิจฉัยกระทบสถานะแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ถือว่าเดือดร้อนเสียหาย?

วัส ติงสมิตร ผ่าคำสั่งศาลคดี หมอสรณ เมื่อคำวินิจฉัยกระทบสถานะแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ถือว่าเดือดร้อนเสียหาย?

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.35 น.

9 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ชวนผ่าคำสั่งศาลปกครองกลางคดี “หมอสรณ” เมื่อ “คำวินิจฉัย” กระทบสถานะแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ถือว่าเดือดร้อนเสียหาย?

คำสั่งศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 (คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569) ที่สั่งไม่รับคำฟ้องของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่า "การพ้นจากตำแหน่งต้องดำเนินการตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 (นำความกราบบังคมทูลฯ) เมื่อยังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง นพ.สรณ จึงยังไม่เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ..2542


แม้อำนาจศาลจะเป็นเรื่องที่ต้องเคารพ แต่ในทางนิติศาสตร์ย่อมเปิดกว้างให้ผ่าประเด็นโต้แย้งเพื่อคุ้มครองหลักนิติรัฐได้ โดยมี ประเด็นโต้แย้งสำคัญทางกฎหมายปกครอง ที่ชี้ให้เห็นว่า การนำ "ผลสุดท้ายของการพ้นจากตำแหน่ง" มาเป็นเงื่อนไขตัดสิทธิฟ้องคดีตั้งแต่ต้นทาง อาจเป็นการตีความมาตรา 42 ที่แคบเกินไป ดังนี้ครับ

1.สิ่งที่ฟ้องคือ “คำวินิจฉัย” ไม่ใช่ “พระบรมราชโองการ”

ต้องเริ่มต้นจากการอ่านคำฟ้องให้ตรงจุด นพ.สรณ ไม่ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะยังไม่มีอยู่จริง แต่ สิ่งที่ยื่นฟ้องคือ คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่าตนมีลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ

เหตุแห่งการฟ้องจึงเกิดจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งเสร็จสิ้นในตัวมันเอง ส่วนกระบวนการตามมาตรา 20 เป็นเพียงขั้นตอนทางบริหารที่ตามมา การพิจารณาความเสียหายจึงควรมองที่ "คำวินิจฉัยที่ถูกฟ้อง" ไม่ใช่ไปผูกไว้กับ "เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต"

2. “ความเดือดร้อนเสียหาย” ตามมาตรา 42 ของกฎหมายศาลปกครอง ไม่จำเป็นต้องรอให้ถูกปลดก่อน

มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ของกฎหมายศาลปกครอง บัญญัติว่า "ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้..." กฎหมายรองรับทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว และความเสียหายที่ "อาจจะเกิดขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้"

เมื่อคณะกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัยชี้ขาดว่า นพ.สรณ "มีลักษณะต้องห้ามมาตั้งแต่ต้นและถือว่าสละสิทธิ" คำวินิจฉัยนี้กระทบสถานะทางกฎหมายและความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ในทันที ทั้งยังถูกใช้เป็นฐานทางกฎหมายส่งต่อเพื่อปลดออกจากตำแหน่ง จะกล่าวว่ายังไม่เสียหายเพียงเพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการได้อย่างไร ในเมื่อสถานะทางกฎหมายถูกสั่นคลอนไปแล้วตั้งแต่ต้นทาง

3. มาตรา 20 คือขั้นตอน “พ้นจากตำแหน่ง” ไม่ใช่ “เงื่อนไขของมาตรา 42”

จุดที่น่าตั้งคำถามที่สุดคือการนำสองมาตรามาผูกติดกัน:

• มาตรา 20 กฎหมาย กสทช.: กำหนดขั้นตอนกระบวนการเมื่อกรรมการ กสทช. ต้องพ้นจากตำแหน่ง

• มาตรา 42 กฎหมายศาลปกครอง: กำหนดเงื่อนไข "สิทธิฟ้องคดี" ของผู้เดือดร้อนหรือเสียหาย

การนำมาตรา 20 มาเป็นเกณฑ์ตัดสินมาตรา 42 เท่ากับเป็นการเพิ่มเงื่อนไขใหม่โดยที่กฎหมายไม่ได้เขียนให้ตีความ ว่า "ต้องรอให้กระบวนการปลดเสร็จสิ้นถึงที่สุดเสียก่อน จึงจะฟ้องคดีเพิกถอนคำสั่งต้นทางได้" ทั้งที่กระบวนการพ้นจากตำแหน่งเป็นเพียง "ผลสุดท้าย" แต่คำวินิจฉัยคือ "จุดเริ่มต้น" ของความเสียหาย

4. ยิ่งกระทบสถานะโดยตรง ยิ่งยากที่จะบอกว่า “เป็นแค่ความเห็นภายใน”

คำวินิจฉัยที่ 1/2569 ไม่ใช่เพียงข้อคิดเห็นส่วนตัวหรือความเห็นภายใน (Internal Opinion) ที่ไร้ผลผูกพัน แต่มันคือ คำสั่งทางปกครองที่วินิจฉัยสถานะทางกฎหมายของบุคคลโดยตรง หากช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 (วันออกคำวินิจฉัย) ถึงวันที่มีพระบรมราชโองการ (ถ้ามี) คำวินิจฉัยนี้มีผลทางกฎหมายแล้ว เหตุใดผู้ถูกกระทบจึงถูกปฏิเสธสิทธิในการขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย?

5. เงื่อนเวลาฟ้องคดี 90 วันตามมาตรา 49 (ปัญหากฎหมายที่น่าคิดอย่างยิ่ง)

มาตรา 49 ของกฎหมายศาลปกครอง กำหนดให้ฟ้องคดีปกครอง ภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี

• หากเหตุแห่งการฟ้องคือ "คำวินิจฉัยที่ 1/2569" ระยะเวลา 90 วันย่อมเริ่มนับอย่างเร็วที่สุดตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569

• แต่ถ้าศาลบอกว่าต้องรอจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง จึงจะถือว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ย่อมเกิดย้อนศรทางกฎหมายว่า เหตุแห่งการฟ้องที่แท้จริงคืออะไรกันแน่?

หากต้องรอให้มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ความเสียหายก็จะลุกลามไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว การตรวจสอบทางศาลจะกลายเป็นการตรวจสอบหลังเกิดผลกระทบ มากกว่าการป้องกันหรือยับยั้งการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบ

6. ความจริงคือ คำวินิจฉัยเกิดขึ้น “หลัง” การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกว่า 4 ปี

คำสั่งศาลระบุข้อเท็จจริงชัดเจนว่า นพ.สรณ ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 แต่คณะกรรมการสรรหาฯ กลับเพิ่งมาออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 (เวลาผ่านไปกว่า 4 ปี) ประเด็นนี้จึงไม่ควรมองแค่ว่า "มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแล้วหรือยัง?" แต่ควรถามว่า "เมื่อบุคคลได้รับการแต่งตั้งแล้ว คณะกรรมการสรรหาฯ ยังมีอำนาจออกคำวินิจฉัยย้อนหลังเพื่อกระทบสถานะของบุคคลนั้นได้เพียงใด?" ซึ่งเป็นเนื้อหาแห่งคดีที่ควรได้รับการตรวจสอบ

7. อย่าสับสนระหว่าง “สิทธิฟ้องคดี” กับ “การชนะคดี”

หลักสำคัญของนิติรัฐคือ "การเปิดประตูศาล"

• การรับฟ้อง:ไม่ได้แปลว่าศาลเห็นด้วยกับ นพ.สรณ หรือตัดสินให้ นพ.สรณชนะคดี

• การรับฟ้อง: คือการเปิดโอกาสให้ศาลได้ตรวจสอบว่า คณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจที่จะตรวจสอบตามกฎหมายหรือไม่? คำสั่งชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

หากไม่รับฟ้อง ศาลก็จะหมดโอกาสในการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรของรัฐในสถานการณ์ที่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบเป็นอย่างยิ่ง

8. ประเด็นหลักที่ควรมุ่งเน้นในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

(ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ตามข้อ 97 แห่งระเบียบที่ประชุมใหญ่ฯ ศาลปกครองสูงสุด ประกอบมาตรา 73 แห่ง พร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ. 2542)

ในการอุทธรณ์ ไม่ใช่การขอให้ศาลตัดสินเนื้อหาคดีตั้งแต่ต้น แต่ควรถามศาลปกครองสูงสุดในเชิงหลักการว่า:

"ผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งทางปกครองที่ชี้ขาดสถานะหรือคุณสมบัติของตนโดยตรง จำต้องรอให้กระบวนการทางบริหารดำเนินการไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายเสียก่อนหรือไม่ จึงจะถือเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามมาตรา 42?"

บทส่งท้าย: “ยังไม่ถูกปลด” อาจไม่เท่ากับ “ยังไม่เสียหาย”

คดีนี้ไม่ใช่เรื่องอภิสิทธิ์หรือชะตากรรมของ นพ.สรณ เพียงคนเดียว และการรับฟ้องก็ไม่ได้แปลว่าศาลเข้าข้างใคร แต่คือ การทำให้การใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้กฎหมาย

หากมีการอุทธรณ์ คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ จะกลายเป็น บรรทัดฐานสำคัญของระบบกฎหมายปกครองไทย ว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งกระทบสถานะของบุคคล ประชาชนมีสิทธินำคำสั่งนั้นมาให้ศาลปกครองตรวจสอบได้ทันที หรือจะต้องยอมถูกต้อนไปจนสุดทางจนกว่าจะถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งจริงเสียก่อน?

หากคำตอบคือ "ไม่จำเป็นต้องรอ" การตีความมาตรา 42 ในคดีนี้ ย่อมควรเปิดพื้นที่ให้ศาลรับไว้พิจารณาใน "เนื้อหาแห่งคดี" มากกว่าการปิดคดีตั้งแต่ประตูทางเข้าครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
9/8/69

#กฎหมายปกครอง #ศาลปกครอง #หมอสรณ #กสทช #นิติรัฐ #วิปกครอง #การควบคุมอำนาจรัฐ #สิทธิฟ้องคดี #มาตรา42 #วัสติงสมิตร

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top