วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569
5 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกปมร้อน “หมอสรณ” กสทช. จากจุดเริ่มต้น ถึง ‘ศาลปกครอง’ กับปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องจับตา
กลายเป็นประเด็นร้อนระดับชาติที่สั่นคลอนองค์กรอิสระอย่าง กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เมื่อเก้าอี้ประธานของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ กำลังเผชิญกับวิกฤตความซับซ้อนทางกฎหมายและนิติรัฐครั้งใหญ่ที่สุด!
1. "หมอสรณ" สู้กลับ! ยื่นฟ้อง 92 หน้า แต่ศาลปกครองเห็นว่ายังไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนในการกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา
หลังจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติชี้ขาดให้ นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม และถือว่าได้สละสิทธิเข้าดำรงตำแหน่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นพ.สรณ ได้มอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้อง คณะกรรมการสรรหา กสทช. ต่อศาลปกครองกลาง (คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569) ด้วยคำฟ้องความยาวกว่า 92 หน้า เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษา เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 โดยอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะพิจารณาหรือวินิจฉัย องค์ประชุมไม่ครบ ดำเนินการโดยไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรม ขาดความเป็นกลาง และส่งผลกระทบต่อตำแหน่งที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลางได้พิเคราะห์คำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองและการขอไต่สวนเร่งด่วนแล้ว มีคำสั่ง "ยกคำร้องขอไต่สวนเร่งด่วน" โดยเห็นว่า ยังไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสั่งคุ้มครองชั่วคราวในขณะนี้ ส่วนตัวคดีหลักยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการจัดองค์คณะตุลาการเพื่อพิจารณาว่าจะรับฟ้องหรือไม่ต่อไป [????️]
2. กมธ. ความมั่นคงฯ ส่งเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี
คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร ได้ยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
นายกรัฐมนตรีจึงส่งเรื่องไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาข้อกฎหมาย
3. กฤษฎีกาชี้ช่อง (รอบแรก): เป็นอำนาจคณะกรรมการสรรหาฯ ที่จะวินิจฉัย
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) อาศัยข้อเท็จจริงตามเอกสารที่ได้รับและมีความเห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงตรวจรักษาผู้ป่วยโดยได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งเป็นวันก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเพียง 1 วัน จึงเข้าข่ายฝ่าฝืนลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และสละสิทธิการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และเมื่อเหตุเกิดขึ้น "ก่อน" วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง กฤษฎีกาจึงเห็นว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการสรรหา กสทช. (ชุดเดิม) ในการวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 15/1
นายกรัฐมนตรีสั่งให้ส่งเรื่องไปให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา พิจารณาดำเนินการ
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่หน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหา จึงได้แจ้งให้ประธานคณะกรรมการสรรหาทราบ ต่อมาคณะกรรมการสรรหาได้นัดพิจารณาปัญหาต่าง ๆ ในเรื่องนี้
4. คณะกรรมการสรรหาฯ ฟันมติเอกฉันท์ ออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569
เมื่อคณะกรรมการสรรหาฯ กสทช. รับฟังข้อเท็จจริงเรื่องการรับค่าตอบแทนแพทย์ คณะกรรมการสรรหาฯ จึงได้เปิดโอกาสให้ นพ.สรณ ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก่อนจะมีการลงมติเอกฉันท์ (4:0) ออก คำวินิจฉัยที่ 1/2569
คำวินิจฉัยระบุว่า นพ.สรณ ไม่ได้ดำเนินการลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพให้เรียบร้อยภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับเลือก จึงถือว่า "สละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช." มาตั้งแต่ต้นตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
5. แจ้งมติคณะกรรมการสรรหาถึงนายกรัฐมนตรี
หลังจากคณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ส่งเรื่องกลับมายังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจ้งมติเอกฉันท์ของคณะกรรมการสรรหาที่ชี้ขาดว่า นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิการเป็น กสทช.
6. นายกฯ สั่งกฤษฎีกาตรวจอีกครั้ง (รอบสอง)
นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) สั่งการให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย พิจารณาส่งเรื่องไปหารือคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตรวจสอบความถูกต้องขององค์ประกอบคณะกรรมการสรรหาฯ และขั้นตอนทั้งหมด
7. กฤษฎีกาประชุมด่วน (3 ส.ค. 69) เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา
เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ได้เปิดประชุมนัดพิเศษวาระด่วน และมีข้อสรุป "เห็นด้วยกับคณะกรรมการสรรหา" โดยยึดตามมาตรา 15/1 ที่ระบุชัดเจนว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ถือเป็นที่สุด
8. จุดตัดสำคัญของกฎหมาย กสทช.! (ม.18 vs ม.20)
• ผลตามมาตรา 18: เป็นเรื่องการ "สละสิทธิ" โดยผลของกฎหมายตั้งแต่แรก (Ipso Jure) ส่งผลให้การดำรงตำแหน่งไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น คณะกรรมการสรรหาฯ ชี้ขาดเพื่อแจ้งให้ฝ่ายบริหาร "รับทราบ" สภาวะว่างลงของตำแหน่งเพื่อเตรียมสรรหาใหม่ โดยไม่มีขั้นตอนการนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ดังมาตรา 20
• ผลตามมาตรา 20: หากเป็นกรณีการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 นายกรัฐมนตรีต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นการนำขั้นตอนการพ้นจากตำแหน่งระหว่างดำรงตำแหน่ง ไม่ใช่กรณีสละสิทธิมาตั้งแต่ต้น
9. 3 ประเด็นสำคัญที่ศาลปกครองอาจต้องวินิจฉัย
แม้คำว่า "ให้เป็นที่สุด" จะตัดกระบวนการโต้แย้งในชั้นฝ่ายบริหาร แต่ ไม่อาจตัดอำนาจการตรวจสอบของศาลปกครองได้ (ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ. 2542 มาตรา 9) ในคดีหลัก ศาลปกครองกลางจะตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย (Legality Review) ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้:
1)ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเชิงรูปแบบและกระบวนการ (Procedural Legality): องค์ประชุมของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่เหลือ 4 คนชอบหรือไม่, ผู้ว่าฯ ธปท. คนใหม่เป็นกรรมการสรรหาที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และได้ให้สิทธิ นพ.สรณ โต้แย้งแสดงหลักฐาน (Due Process) ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอย่างเพียงพอหรือไม่
2) ตรวจสอบการตีความกฎหมายและรับฟังข้อเท็จจริง (Substantive Legality): คณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจชี้ขาดประธาน กสทช. ที่โปรดเกล้าฯ แล้วหรือไม่ หรือมีอำนาจเพียงเสนอชื่อต่อวุฒิสภา รวมถึงพยานหลักฐานเรื่องการรับเงินค่าตอบแทนแพทย์ฟังได้ข้อยุติว่าขัดต่อการทำงานเต็มเวลาหรือไม่
3) ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจ (Abuse of Discretion): การเร่งรัดทำคำวินิจฉัยเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ขาดความเป็นกลาง หรือขัดต่อหลักความสมควรแก่เหตุหรือไม่
ข้อจำกัดของศาล: หากศาลเห็นว่าคำสั่งไม่ชอบ ศาลทำได้เพียง "เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569" เพื่อย้อนกระบวนการกลับไปให้ฝ่ายปกครองทำใหม่ให้ถูกต้อง แต่ศาลไม่สามารถสวมสิทธิเป็นองค์กรสรรหาเพื่อแต่งตั้งใครได้เอง
10. เสียงวิงวอนถึง "หมอสรณ": เพื่อสปิริตและธรรมาภิบาล กสทช.
ในระหว่างที่ศาลปกครองกลาง "ยกคำร้องขอไต่สวนเร่งด่วน" และยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง สถานะทางกฎหมายของคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ที่ว่า นพ.สรณ "สละสิทธิการเป็นกรรมการ กสทช." ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง ย่อมมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย การฟ้องคดีหรือโต้แย้งคำสั่งไม่เป็นเหตุให้ชะลอการบังคับ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งให้ "ทุเลาการบังคับไว้ก่อน" (ตาม มาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบ มาตรา 63/2 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539)
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด "สภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย" หรือความเสี่ยงที่มติการประชุม กสทช. ใดๆ ในช่วงนี้ (ซึ่งมีวาระค้างสะสมกว่า 33 วาระ) ต้องกลายเป็น "โมฆะ" ในอนาคตหากศาลมีคำพิพากษาในภายหลัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ตามมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการวิทยุคมนาคม ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และการบริหารราชการแผ่นดินอย่างร้ายแรง จึงเกิดเสียงเรียกร้องและวิงวอนอย่างกว้างขวางจากทั้งภายในองค์กรและภาคประชาสังคม ขอให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ไว้เป็นการชั่วคราว ด้วยจิตวิญญาณแห่งธรรมาภิบาล เพื่อรอให้กระบวนการพิจารณาของศาลปกครองมีความชัดเจนเสียก่อน อันจะเป็นการรักษาเกียรติยศของตนเองและบรรทัดฐานนิติรัฐของประเทศอย่างแท้จริง
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
5/8/69
#หมอสรณ #กสทช #ศาลปกครอง #ผู้ตรวจการแผ่นดิน #กฎหมายปกครอง #นิติรัฐ #คณะกรรมการสรรหา #ข่าวใหญ่2569 #วัสติงสมิตร
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี