วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569
11 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์วิเคราะห์เจาะลึกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2569 เกี่ยวกับ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท (โครงการที่ 2) แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมสะท้อนมุมมองทางกฎหมายและการคลัง โดยมีข้อความทั้งหมดว่า "เจาะลึกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2569: พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน (โครงการที่ 2) แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน กับบทเรียนวินัยการเงินการคลังไทย การออก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. 2569 วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท กลายเป็นประเด็นถกเถียงทางกฎหมายรัฐธรรมนูญและเศรษฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะ "แผนงาน/โครงการที่ 2" วงเงิน 200,000 ล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีพลังงานทดแทน/พลังงานทางเลือก
คำถามสำคัญคือ การกู้เงินก้อนโตเพื่อโครงการพัฒนาระยะยาวเช่นนี้ เหมาะสมที่จะตราเป็น "พระราชกำหนด" ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีความจำเป็นยิ่งยวดของฝ่ายบริหารหรือไม่?
.jpg)
คำวินิจฉัยเสียงข้างมาก (คำวินิจฉัยที่ 8/2569 ลงวันที่ 9 ก.ค.69 ประกาศราชกิจจาฯ วันที่ 7 ส.ค.69): ไฟเขียวเพื่อการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า โครงการที่ 2 วงเงิน 2 แสนล้านบาท เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยให้เหตุผลสำคัญว่า:
• ขอบเขตการตรวจสอบ: ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบเฉพาะเงื่อนไขตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง (เรื่องประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ) เท่านั้น ส่วนเรื่อง "กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้" ตามวรรคสอง เป็นดุลพินิจทางการเมืองของฝ่ายบริหารที่จะต้องไปสู้กันในชั้นการอนุมัติของรัฐสภา
• การมองปัญหาแบบบูรณาการ: วิกฤตพลังงานโลกกระทบต่อต้นทุนและ GDP ของประเทศอย่างรุนแรง การอุดหนุนระยะสั้นอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แม้โครงการเปลี่ยนผ่านจะใช้เวลา แต่จำเป็นต้องเริ่มดำเนินการทันทีนับแต่อนุมัติ
คำวินิจฉัยส่วนตน "เสียงข้างน้อย" 2 ท่าน: เสียงเตือนสติเรื่องอำนาจอธิปไตยและหนี้สาธารณะ ในทางกลับกัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 2 ท่าน ได้แก่ นายจิรนิติ หะวานนท์ และ นายอุดม รัฐอมฤต เห็นตรงกันว่า โครงการที่ 2 นี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยมีสาระสำคัญดังนี้:
1.นายจิรนิติ หะวานนท์: การตีความกว้างเกินไปกระทบหลักการแบ่งแยกอำนาจนายจิรนิติ ชี้ว่าคำว่า "รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" ต้องตีความเฉพาะกรณีที่มีวิกฤตฉุกเฉินเกิดขึ้นจนเศรษฐกิจไม่อยู่ในสภาพปกติ จึงต้อง "รักษา" ให้กลับสู่ภาวะปกติอย่างเร่งด่วน หากยอมให้ฝ่ายบริหารอ้างเหตุผลทางเศรษฐกิจทั่วไปมาออก พ.ร.ก. ได้อย่างกว้างขวาง จะเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจและถ่วงดุลของฝ่ายนิติบัญญัติ
นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นนโยบายระยะยาวที่ต้องใช้เวลาปรับพฤติกรรมประชาชน การที่ พ.ร.ก. ยินยอมให้กู้เงินได้ยาวถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ยืนยันในตัวเองว่า ไม่ใช่เรื่องวิกฤตเฉพาะหน้า แต่เป็นแผนงานที่สามารถใช้กลไกตรา พ.ร.บ. งบประมาณปกติได้ การรวบรัดกู้เงินเช่นนี้จึงเป็นการทำลายวินัยการเงินการคลังตามมาตรา 62 และโยนภาระหนี้สาธารณะให้ประชาชน
2. นายอุดม รัฐอมฤต: พ.ร.ก. ต้องเป็น "ข้อยกเว้น" ไม่ใช่ช่องทางหลัก นายอุดม เน้นย้ำว่าตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ มาตรา 53 การกู้เงินนอกงบประมาณปกติทำได้เฉพาะกรณีวิกฤตเร่งด่วนที่ตั้งงบประมาณไม่ทันเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้ พ.ร.ก. กู้เงินพิเศษเป็นช่องทางหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ
"ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" ต้องตีความอย่างแคบ มาตรการพลังงานทดแทนจะอ้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพื่อออก พ.ร.ก. ได้ ก็ต่อเมื่อประเทศกำลังเผชิญภาวะ ขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรงฉับพลัน เท่านั้น แม้วิกฤตตะวันออกกลางจะกระทบราคาน้ำมัน (ซึ่งเข้าเงื่อนไขเยียวยาในโครงการที่ 1) แต่โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานในโครงการที่ 2 ขาดความยึดโยงกับปัญหาวิกฤตเฉพาะหน้า จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ
บทวิจารณ์: เหตุใดคำวินิจฉัย "เสียงข้างน้อย" จึงมีน้ำหนักและน่ารับฟังอย่างยิ่ง? แม้มติเสียงข้างมากจะให้ พ.ร.ก. ผ่านในเชิงรูปการณ์ แต่มุมมองของตุลาการเสียงข้างน้อยทั้งสองท่านถือเป็น "บทเตือนสติทางกฎหมายและการคลัง" ที่ทรงคุณค่าและมีเหตุผลน่ารับฟังอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผล 3 ประการหลัก:
1.พิทักษ์ดุลยภาพแห่งอำนาจอธิปไตย (Checks and Balances): การสร้างภาระหนี้ผูกพันประเทศระดับแสนล้านบาทในโครงการระยะยาว เป็นอำนาจโดยแท้ของ รัฐสภา (ฝ่ายนิติบัญญัติ) ที่ต้องใช้อำนาจแทนประชาชนในการถกเถียงและตรวจสอบ หากปล่อยให้ฝ่ายบริหารอ้าง "นโยบายพัฒนาหรือความเสี่ยงอนาคต" เพื่อออก พ.ร.ก. ได้ตามใจชอบ จะทำให้บทบาทตรวจสอบงบประมาณของสภาหมดความหมายไปทันที
2. ตรรกะเรื่อง "เงื่อนเวลา" ที่ขัดแย้งในตัวเอง (Chronological Contradiction): ข้อโต้แย้งของเสียงข้างน้อยเรื่องกรอบเวลากู้เงินถึงปี 2570 มีน้ำหนักสัจธรรมอย่างมาก เพราะสิ่งใดก็ตามที่รอการเบิกจ่ายและอนุมัติโครงการได้นานถึง 1 ปี 4 เดือนย่อม "ไม่อาจเรียกว่ามีความจำเป็นยิ่งยวดในการออก พ.ร.ก." เพื่อลัดขั้นตอนสภา แต่กลับวางกรอบเวลาทำงานแบบแผนงานปกติ จึงเป็นความย้อนแย้งทางตรรกะอย่างชัดเจน
3. ความเสี่ยงต่อเพดานหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการคลัง: ในสภาวะที่หนี้สาธารณะของไทยสูงถึง ร้อยละ 66.66 ต่อ GDP (เฉียดเพดานร้อยละ 70) การกู้เงินเพิ่มอีก 200,000 ล้านบาทในโครงการที่ยังไม่มีรายละเอียดแผนงานย่อยหรือผลประเมินความคุ้มค่า (EIRR) ที่เสร็จสมบูรณ์ ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ประเทศ สุ่มเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และลดทอนพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับรับมือวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นจริงในอนาคต
วิเคราะห์เงื่อนไขทิ้งทวน 5 บรรทัดสุดท้าย: "กันชนทางนโยบาย" หรือ "ตรรกะย้อนแย้งในตัวเอง"? ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือข้อความกำชับในส่วนท้ายของคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า: “ทั้งนี้ ในการเบิกจ่ายและการดำเนินโครงการตามพระราชกำหนดนี้ คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด นอกจากมุ่งหมายเพื่อให้การฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นผลสำเร็จแล้ว ต้องคำนึงถึงฐานะการเงินการคลังของประเทศด้วย ตลอดจนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้จ่ายเงินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้" หากเราพยายาม "เข้าใจฐานคิดของตุลาการเสียงข้างมาก" ข้อความนี้เปรียบเสมือนการขีดเส้นแบ่งว่า ศาลตรวจเฉพาะ "พ.ร.ก." ในวันออกกฎหมายว่าเข้ากรอบมาตรา 172 หรือไม่เท่านั้น แต่ศาลไม่ได้อนุมัติเช็คเปล่าให้ ครม. นำไปเบิกจ่ายตามใจชอบ จึงต้องสร้าง "กันชนทางกฎหมาย" เตือนให้ ครม. ระมัดระวังเรื่องกฎหมายวินัยการเงินการคลังเพิ่มเติมในการปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม ในทางนิติศาสตร์มหาชน ข้อความ 5 บรรทัดสุดท้ายนี้กลับสะท้อนจุดอ่อนและข้อวิจารณ์สำคัญ 2 ประการ:
1.ความย้อนแย้งในเชิงตรรกะ (Logical Contradiction): หากโครงการที่ 2 วงเงิน 2 แสนล้านบาท มีความสมบูรณ์และจำเป็นยิ่งยวดเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง จริง ศาลก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องทิ้งทวนกำชับเรื่องความเสี่ยงทางการคลังไว้ในลักษณะนี้ การเขียนกำชับไว้เท่ากับศาลเองก็ตระหนักดีว่า "โครงการนี้ยังมีความคลุมเครือ สุ่มเสี่ยง และอาจส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง" เพียงแต่ศาลเลือกที่จะไม่ใช้อำนาจตัดไฟเสียแต่ต้นลม แล้วโยนภาระการตรวจสอบไปให้องค์กรอื่นในอนาคตแทน
2. ปัญหาเรื่องฐานอำนาจและสภาพบังคับ: คดีตรวจสอบ พ.ร.ก. ตามมาตรา 173 เป็นการตรวจความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในเชิงรูปการณ์ (Abstract Constitutional Review) ผลลัพธ์มีเพียง "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" เท่านั้น และไม่ใช่คดีที่ต้องใช้อำนาจออกคำบังคับหรือกำหนดเงื่อนไขการบริหาร จึงไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 74 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ข้อความท่อนนี้จึงเป็นเพียง คำปรารภป้องปราม (Obiter Dictum) ที่ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมายโดยตรง แต่เป็นการใช้อำนาจศาลยื่นมือเข้าไปแตะดุลพินิจเชิงการบริหารของฝ่ายบริหารโดยมีปัญหาฐานอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
บทสรุป คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2569 แม้จะจบลงด้วยการให้ พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ผ่านความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้วยมติ 7 ต่อ 2 และข้อความ 5 บรรทัดสุดท้ายในคำวินิจฉัยเพื่อป้องปราม กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึง "ความไม่เด็ดขาดทางหลักการ" ของเสียงข้างมาก และทำให้บทวิเคราะห์ของ ตุลาการเสียงข้างน้อยทั้งสองท่าน (นายจิรนิติ หะวานนท์ และ นายอุดม รัฐอมฤต) ที่ยืนยันว่าโครงการที่ 2 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งมาตั้งแต่ต้น มีความหนักแน่น ทรงคุณค่า และน่ารับฟังอย่างยิ่งในทางนิติศาสตร์มหาชนครับ
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 11/8/69
หมายเหตุ: โปรดอ่าน “ความเห็นส่วนตนในคดี พรก. กู้เงิน 4 แสนล้านของศาลรัฐธรรมนูญ” เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เพิ่มเติมได้ตามลิงก์นี้ (คลิกที่นี่) #กฎหมายรัฐธรรมนูญ #ศาลรัฐธรรมนูญ #พรกกู้เงิน #วิกฤตพลังงาน #หนี้สาธารณะ #วินัยการเงินการคลัง #การเมืองไทย #พลังงานสะอาด #วัสติงสมิตร""
.jpg)
หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"ชัดเจนแบบที่มหาวิทยาลัยควรนำไปให้นักศึกษาได้อ่านกันทุกคณะทุกมหาวิทยาลัย เพื่อที่อนาคตจะได้มีคนที่อาจได้ทำหน้าที่ในการยุติธรรมได้มีหลักคิดที่ถูกต้อง นี่แบบสั้นๆด้วยครับ"
"ตีSafe กันทุกฝ่าย.... รบ. หน้า ก็น่าจะมีอีก ไหม?"
"ขอบคุณค่ะ สำหรับบทความที่ให้มุมมอง ความเข้าใจได้ดี ขอแชร์นะคะ"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี