วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569
4 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อ "เศษปูน" หล่นใส่รถ กับปัญหา "จอดรถกีดขวางหน้าบ้าน": บทเรียนทางกฎหมายที่สังคมไทยควรเรียนรู้
กรณีรถยนต์ถูก "เศษปูน" จากบ้านหลังหนึ่งหล่นใส่จนได้รับความเสียหาย กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อเจ้าของบ้านปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง ขณะที่เจ้าของรถก็ถูกสังคมตั้งคำถามกลับอย่างหนักว่า "แล้วไปจอดรถหน้าบ้านคนอื่นทำไม?"
หลายคนพยายามค้นหาคำตอบสั้นๆ แบบกำปั้นทลายซอยว่า "สรุปแล้วใครผิด?"
แต่ในความเป็นจริง คดีลักษณะนี้ไม่ได้มีผู้แพ้หรือผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างยิ่งของการเกิด "ความรับผิดหลายฐาน" (Multiple Liabilities) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในเหตุการณ์เดียว!
1.เจ้าของรถอาจมีความผิดทางอาญา แต่ไม่ได้ทำให้เจ้าของบ้านพ้นความรับผิดทางแพ่ง
หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า เจ้าของรถนำรถไปจอดกีดขวางทางเข้า-ออกบ้านผู้อื่น หรือจอดในลักษณะกีดขวางการจราจร ก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 55 ซึ่งห้ามหยุดรถตรงปากทางเข้า-ออกของอาคาร และห้ามหยุดรถในลักษณะกีดขวางการจราจร
ยิ่งไปกว่านั้น หากการกระทำดังกล่าวมีลักษณะจงใจรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ก็อาจเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 อีกฐานหนึ่งด้วย!
• คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2518 ได้วางหลักไว้อย่างน่าสนใจว่า การจอดรถขวางจนอีกฝ่ายนำรถออกไม่ได้ ยังไม่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังตามมาตรา 310 เพราะเจ้าของรถยังมีเสรีภาพในร่างกายที่จะเดินออกจากบริเวณนั้นได้ แต่การจงใจไม่ยอมเลื่อนรถจนอีกฝ่ายได้รับความเดือดร้อน ถือเป็นการรังแกข่มเหงซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 397
• แม้ในปัจจุบันมาตรา 397 จะได้รับการแก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดให้การกระทำใน "ที่สาธารณสถาน" กลายเป็นเหตุฉกรรจ์ที่ต้องรับโทษหนักขึ้น (จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) แต่หลักคิดของศาลฎีกาที่ว่า "การใช้รถเป็นเครื่องมือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ถือเป็นความผิดทางอาญา" ยังคงทรงคุณค่าและใช้บังคับได้จนถึงปัจจุบัน
2. ผู้อยู่ในโรงเรือนก็อาจต้องรับผิดตามมาตรา 436
ในอีกด้านหนึ่ง หากเศษปูนหรือวัสดุจากอาคารตกลงมาสร้างความเสียหายแก่รถยนต์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 436 กำหนดให้ "ผู้อยู่ในโรงเรือน" ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากของตกหล่นจากโรงเรือนนั้น
เหตุผลของกฎหมายข้อนี้เรียบง่ายแต่สำคัญยิ่ง เพราะผู้ที่ครอบครองหรือใช้ประโยชน์จากอาคาร ย่อมเป็นผู้ที่มีโอกาสตรวจสอบ ซ่อมแซม และป้องกันอันตรายได้ดีที่สุด ขณะที่บุคคลภายนอกไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเศษปูนจะหล่นลงมาเมื่อใด กฎหมายจึงต้องผลักภาระความรับผิดไปยังผู้ควบคุมแหล่งกำเนิดอันตราย มากกว่าจะให้ผู้เสียหายต้องไปพิสูจน์ว่าใครเป็นคนทำปูนหล่น
อย่างไรก็ตาม มาตรา 436 มิได้หมายความว่าเจ้าของบ้านจะแพ้คดีเสมอไป ศาลยังต้องพิจารณาว่า:
• ความเสียหายเกิดจากของตกหล่นจากโรงเรือนจริงหรือไม่?
• มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุแทรกแซงหรือไม่?
• รวมถึง "พฤติการณ์ของผู้ได้รับความเสียหายเอง" ร่วมด้วย
หากเจ้าของรถนำรถไปจอดในจุดที่มีความเสี่ยงชัดเจน เช่น อาคารกำลังก่อสร้าง/ซ่อมแซม หรือมีการกั้นพื้นที่เตือนอันตรายไว้แล้ว ศาลอาจพิจารณาว่า ผู้เสียหายมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย และอาจสั่งลดค่าสินไหมทดแทนลงได้ตามหลักกฎหมายแพ่ง (ม.223)
บทสรุปเชิงนิติศาสตร์: ความผิดของเจ้าของรถ ไม่ได้ลบล้างความรับผิดของผู้อยู่ในโรงเรือน และความรับผิดของผู้อยู่ในโรงเรือน ก็ไม่ได้ทำให้เจ้าของรถพ้นจากความผิดของตน ทั้งสองเรื่องเป็นคนละฐานกฎหมายที่แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด!
3. ญี่ปุ่น: "มีรถได้ เมื่อพร้อมมีที่จอด"
เมื่อพูดถึงปัญหาการจอดรถ หลายคนมักยกประเทศญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นแบบอย่าง
ในญี่ปุ่น ผู้ที่ต้องการซื้อและจดทะเบียนรถยนต์ต้องแสดง "เอกสารยืนยันสถานที่จอดรถ" (Shako Shomeisho) ที่อยู่ใกล้ที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถส่วนตัวหรือที่จอดรถเช่าก็ตาม
หลักคิดของญี่ปุ่นไม่ใช่การจำกัดสิทธิในการมีรถยนต์ แต่เป็นการปลูกฝังว่า "การมีรถยนต์ย่อมต้องมาพร้อมความรับผิดชอบในการจัดหาที่จอดรถของตนเอง ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ถนนสาธารณะหรือเพื่อนบ้าน" ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยควรนำมาศึกษาและปรับใช้อย่างจริงจัง
4. ปัญหานี้ไม่ได้มีเฉพาะ "Thailand Only" สะท้อนบทเรียนสากล
บางคนอาจมองว่าปัญหาการจอดรถหน้าบ้านเป็นเรื่องเฉพาะของไทย แต่หากศึกษาในระดับสากลทั้ง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย ต่างก็ประสบข้อพิพาทเรื่องการจอดรถหน้าบ้านเช่นเดียวกัน
• สหรัฐอเมริกา : ถนนหน้าบ้านถือเป็นพื้นที่สาธารณะ (Public Right-of-Way) เจ้าของบ้านไม่มีสิทธิห้ามผู้อื่นมาจอด แต่หากรถคันนั้นจอดขวางทางเข้า-ออก (Driveway), จอดในรัศมีหัวฉีดน้ำดับเพลิง (Fire Hydrant) หรือจอดแช่เกินเวลาที่กฎหมายท้องถิ่นกำหนด เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่เทศกิจ (Parking Enforcement) มีอำนาจออกใบสั่งปรับและสั่งลากรถไปเก็บได้ทันที
• อังกฤษ : ถนนเป็นพื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเจ้าของบ้านเช่นกัน อย่างไรก็ตาม กฎหมายการยกรถมีรายละเอียดเฉพาะ คือ หากมีรถจอดขวางทางเข้า-ออกขณะที่มีรถอยู่ในบ้าน ทำให้รถในบ้านออกไม่ได้ กฎหมายถือเป็นการขัดขวางการจราจร (Obstruction) เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจยกรถออกได้ทันที หรือหากจอดขวางทางเข้าบ้านที่มีการทำทางลาดเท้า (Dropped Kerb) สภาเมือง (Council) ก็สามารถออกใบสั่งปรับได้ทันทีเช่นกัน
• ออสเตรเลีย : กฎหมายจราจรสากล (Australian Road Rules) ห้ามจอดรถขวางทางเข้า-ออก (Driveway) โดยเด็ดขาด และกฎหมาย ห้ามมิให้เจ้าของบ้านใช้กำลังจัดการเอง เช่น การล็อกล้อ (Wheel Clamping) หรือทำลายทรัพย์สิน หากพบการกระทำผิด เจ้าของบ้านทำได้เพียงแจ้งเจ้าหน้าที่สภาท้องถิ่น (Council Rangers) หรือตำรวจ เพื่อให้ออกใบสั่งและดำเนินการยกรถตามขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น
สิ่งที่ทั้งสามประเทศมีร่วมกัน คือ กฎหมายไม่เคยให้ "อภิสิทธิ์" แก่เจ้าของบ้านเหนือถนนสาธารณะ แต่ขณะเดียวกันก็มีมาตรการใช้บังคับกฎหมายที่เด็ดขาด ไม่ยินยอมให้ผู้ใช้รถนำถนนสาธารณะมายึดครองเป็นที่จอดรถส่วนตัวจนสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
ความแตกต่างจากประเทศไทย จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย หากแต่อยู่ที่ ความรวดเร็ว ความแน่นอนในการใช้บังคับกฎหมาย ตลอดจน วัฒนธรรมการเคารพสิทธิส่วนรวม นั่นเอง
5. ถึงเวลาหรือยังที่จะเลิกคิดว่า "หน้าบ้านฉัน" คือสิทธิส่วนตัว?
ปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านจัดสรรไทยจำนวนมาก ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนพื้นที่ แต่เกิดจาก "การเปลี่ยนโรงจอดรถในบ้านให้กลายเป็นห้องเก็บของ" แล้วผลักภาระรถยนต์ออกมาจอดบนถนนส่วนกลาง หรือบางบ้านมีรถ 2-3 คัน แต่เลือกจอดในบ้านคันเดียว แล้วเอาคันที่เหลือออกมาจอดบนถนน
เมื่อเพื่อนบ้านได้รับความเดือดร้อน ก็มักอ้างคำพูดติดปากว่า "ก็หน้าบ้านฉัน!"
ทั้งที่ความจริงแล้ว... หน้าบ้านอาจเป็นของคุณ แต่ "ถนนหน้าบ้าน" ไม่ใช่ของคุณ! และกฎหมายไทยก็ไม่เคยรับรองให้ผู้ใดมียึดถือครอบครองถนนส่วนกลางเป็นโรงรถส่วนตัวได้เลย
ท้ายที่สุด...
คดี "เศษปูนหล่นใส่รถ" จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อพิพาทเรื่องการเรียกร้องค่าซ่อมรถ แต่เป็น "กระจกเงาบานใหญ่" ที่สะท้อนว่า สังคมไทยยังต้องเรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับการเคารพกฎหมายและการอยู่ร่วมกันอย่างอารยชน
เพราะในสังคมที่เจริญแล้ว "สิทธิของบุคคลหนึ่ง ย่อมสิ้นสุดลง ณ จุดที่เริ่มไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น... และการครอบครองรถยนต์ ก็ไม่ได้ทำให้ถนนสาธารณะกลายเป็นโรงรถส่วนตัวของใคร"
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
4/8/69
หมายเหตุ โปรดอ่านบทความที่เกี่ยวข้องเรื่อง “จอดรถหน้าบ้าน (ตัวเอง) แต่ดันผิดกฎหมาย? สรุปบทเรียนจากคดีดังที่คนมีรถต้องอ่าน!” ประจำวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
https://web.facebook.com/withwas.s.ng.withya/posts/pfbid02kAMv4uA6GuARTLB5mszNVzA4AHnbB78HphhH1PWEY1L7jzisvqBsHfwW2ph1iPxol
#เศษปูนตกใส่รถ #จอดรถขวางหน้าบ้าน #กฎหมายใกล้ตัว #ข้อคิดคนมีรถ #ความรับผิดทางกฎหมาย #ปัญหาสังคมไทย #การอยู่ร่วมกันในสังคม #จิตสำนึกสาธารณะ #สิทธิและหน้าที่ #เคารพกฎจราจร #วัสติงสมิตร
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี