วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ชงPilot Project ‘ศุภจี’ยกระดับส่งออกไปจีน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ตนได้หารือทวิภาคีกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade) ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นไปในทิศทางที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปีไทย-จีน นอกจากนี้ไทยยังชื่นชมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดของจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว ที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพสูง (High Quality Development) ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการยกระดับภาคการผลิต สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของไทยที่มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้า และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
นางศุภจี กล่าวว่า ตนได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอโครงการนำร่อง (Pilot Project) สำหรับความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่ายในการยกระดับสินค้าของไทยไปสู่ “สินค้าคุณภาพสูง” หรือ “สินค้าพรีเมียม” เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งจะตอบโจทย์เป้าหมายทั้ง 2 ประเทศ โดยไทยซึ่งมีวัตถุดิบด้านเกษตรที่มีคุณภาพอยู่แล้วจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนมาแปรรูปผลผลิต เพื่อขยายตลาดไปยังผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในจีนและทั่วโลก โดยกลุ่มสินค้าที่เริ่มนำร่องอาจเป็นประเภท functional food หรืออาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาประเทศของจีนในการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) โดยความร่วมมือแบบ co-creation ดังกล่าว มีผลลัพธ์ที่คาดหวังตามมาคือการเสริมสร้างจุดแข็งของไทยให้เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้ ให้ตลาดจีน รวมถึงขยายไปยังตลาดโลก
นอกจากนี้ ได้ขอให้นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยใช้ทรัพยากรของไทยในกระบวนการผลิตมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศแล้ว ยังสามารถส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดโลกได้เช่นกัน ซึ่งตนมองว่าเป็น win-win solution ของ 2 ประเทศ หากสำเร็จ รูปแบบของโครงการนำร่องดังกล่าวจะกลายเป็น “โมเดลความสำเร็จ” ที่นำไปสู่การต่อยอดในสินค้าอื่นได้ในอนาคต
นางศุภจี กล่าวว่า ตนยังเสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบสินค้าของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจะทำให้สินค้าจีนที่เข้ามายังไทย ไม่กระทบต่อ SME ของไทย ขณะเดียวกันสินค้า SME ของไทยจะเข้าสู่ตลาดจีนได้เช่นกัน โดยได้ขอรับการสนับสนุนจากรองนายกฯจีน ในการช่วยส่งเสริมช่องทางการค้าขายให้ SME ไทย ผ่านการจัดทำ “Thai National Pavillion” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดจีนให้กับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น
“ข้อเสนอของไทยต่อฝ่ายจีนตอบโจทย์ของทั้ง 2 ฝ่าย ตนเห็นว่าจะเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือแบบ Win-Win ซึ่งรองนายกฯจีนเห็นด้วย ทั้ง 2 ฝ่ายได้มอบหมายให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อนำสิ่งที่หารือไปสู่การปฏิบัติ และรายงานผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมการค้า การลงทุนและความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ทราบ ซึ่งตนกับรองนายกฯ เหอ ลี่เฟิง จะทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องให้จัดประชุมดังกล่าวภายในปีนี้ หลังห่างหายจากการประชุมดังกล่าวไปกว่า 8 ปี” นางศุภจี กล่าว
นางศุภจี กล่าวว่า ฝ่ายจีนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนนักลงทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้าและหุ่นยนต์ ซึ่งไทยเสนอให้จีนเข้ามาลงทุนในไทยครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพราะจีนจะขยายมูลค่าทางการค้าและการลงทุน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกสินค้าไปยังตลาดอื่นมากยิ่งขึ้น โดยจีนถือเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาเป็นเวลา 13 ปีติดต่อกัน ภาพรวมการค้า 2 ฝ่ายในปี 2568 มีมูลค่ารวม 147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.13% โดยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่ารวม 40,840.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.43%
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี