วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569
** ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า ปีนี้ BAM มี 5 โปรเจกต์สำคัญที่จะต้องทำคือ 1.NPA Format (การปรับโมเดลราคาขายทรัพย์) BAM เปลี่ยนแนวคิดจากการตั้งราคาสูงเพื่อรอการต่อรอง มาเป็นการใช้ “Cost Plus Model” คือการตั้งราคาจากต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสม และกำหนดราคาขายเริ่มต้นให้ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 15% เพื่อให้ทรัพย์สามารถระบายออกได้รวดเร็วขึ้นในราคาที่ยุติธรรม 2.Portfolio Optimization (การทำ Heat Map) เป็นการนำวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาใช้จัดการกับทรัพย์สินรอการขาย (NPA) โดยแบ่งกลุ่มตามระยะเวลาการถือครองเป็นสีเขียว (ไม่เกิน 5 ปี) เหลือง (5-7 ปี) และแดง (เกิน 7 ปี) เพื่อวางแผนระบายทรัพย์อย่างเป็นระบบและป้องกันการถูกลงโทษด้วยการตั้งสำรองสูงหากถือครองทรัพย์เกิน 15 ปี
3.Process Improvement (การกำหนด SLA และปรับปรุง SOP) มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการกำหนด SLA (Service Level Agreement) เพื่อติดตามเวลาในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับหนี้จนถึงการเข้าถึงตัวลูกหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการปรับปรุงระเบียบปฏิบัติงาน (SOP) ภายในให้มีความทันสมัยและเป็นปัจจุบันมากขึ้น 4.E-marketplace การสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเป็น “เต็นท์รถมือสองออนไลน์” สำหรับอสังหาริมทรัพย์ โดยจะเป็นช่องทางขายทรัพย์ NPA ของทั้ง BAM เอง ของบริษัทร่วมทุน (JV) และของพันธมิตรอื่นๆ ซึ่งระบบจะเชื่อมโยงลูกค้ายิงตรงไปยังผู้ให้สินเชื่อ (Lender) ได้ทันที
5.TDR Format เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ในรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการช่วยให้ลูกหนี้รายย่อยหรือ “คนตัวเล็ก” สามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินอีกครั้ง เปิดตัวโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ตั้งเป้าหมายอัตราความสำเร็จ (Success Rate) ในการรักษาลูกหนี้ให้หายจากโรคหนี้ที่ 25% สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน โดยมียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี และต้องมีอายุการเป็น NPLไม่เกิน 3 ปี โดยโครงการนี้ หัวใจสำคัญคือการตัดดอกเบี้ยค้างชำระออกทั้งหมด เพื่อให้ลูกหนี้จ่ายเพียงเงินต้น โดย BAM ได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.กรณีปิดบัญชี ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ในอัตราไม่น้อยกว่า 70% ของยอดเงินต้นคงเหลือ ภายใน 60 วันนับจากวันอนุมัติ โดยไม่คิดดอกเบี้ย และ 2.กรณีผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระรายเดือนดอกเบี้ย 0% 3 ปีแรก สามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี
สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจ ตั้งเป้ามีกำไรสุทธิรวมในปี 2569 ยังคงเป้าหมายไว้ที่ 2,000 ล้านบาท หลังจากไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 217 ล้านบาท โดยกำไรจะไล่ขึ้นในไตรมาส 2-4/2569 โดยไตรมาส 2/2569 ตั้งเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 500 ล้านบาท, ไตรมาส 3/2569 ตั้งเป้าหมายที่ 500 ล้านบาท และไตรมาส 4/2569 ตั้งเป้าหมายที่ 700 ล้านบาท ซึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย คือ การเร่งขายทรัพย์ที่มีส่วนต่างกำไร (Margin) มากขึ้นในช่วงไตรมาสที่เหลือของปี 2569 นี้ โดยในปี 2569 BAM จะไม่เน้นการรอขายทรัพย์ชิ้นใหญ่ แต่จะปรับมาเน้นการระบายทรัพย์ชิ้นกลางมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท ให้ได้จำนวนหลายชิ้นแทน เพื่อรักษาโมเมนตัมของกำไรสุทธิให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมไปถึงในปี 2569 จะมีการตั้งสำรองไม่เกิน 1,500 ล้านบาท จากปี 2568 มีการตั้งสำรอง 2,100 ล้านบาท
ทั้งนี้กำไรในปี 2569 จะมาจาก BAM และบริษัทย่อย 90% อีก 10% มาจากพันธมิตร พร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็น BAM และบริษัทย่อย 70% ส่วนพันธมิตร เป็น 30% ในระยะถัดไป จากเดิมที่กำไรจะมาจาก BAM และบริษัทย่อย 95% อีก 5% มาจากพันธมิตร
“ปีนี้ BAMวางกลยุทธ์เชิงรุกที่ปรับเปลี่ยนจากการบริหารสินทรัพย์แบบเดิมไปสู่การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายยอดเรียกเก็บ 17,900 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ TDR Factory ด้วยการปรับกระบวนการแก้หนี้ จัดกลุ่มลูกหนี้อย่างเป็นระบบ และเสริมทัพด้วย “FA Center” ทำหน้าที่เสมือน “หมอหนี้” ช่วยลูกหนี้ชั้นดีให้กลับมาเดินต่อได้ รวมไปถึง BAM จะเข้าไปซื้อหนี้พอร์ตใหญ่และแบ่งขายต่อให้ AMC รายอื่น เช่น CHAYO ซึ่งถูกกว่าที่เขาไปซื้อหนี้เองในตลาด เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกัน ดังนั้นจะทำให้มีแต่ “คู่ค้า” ไม่มี “คู่แข่ง” และ ยังมีโครงการขายทรัพย์พร้อมผู้เช่า โดยร่วมมือกับ Agent ระดับโลก อย่าง CBRE หรือ Agent Plus เพื่อหาผู้เช่าให้ทรัพย์ก่อนขาย ดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการรายได้ทันที”ดร.รักษ์ กล่าว
ดร.รักษ์ กล่าวอีกว่า ธุรกิจ AMC เป็นธุรกิจที่เข้าใจยากและต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ โดยหลายคนมองว่าเป็นเพียงธุรกิจทวงหนี้หรือไปยึดบ้าน ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือการซื้อหนี้มาบริหารจัดการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และนักลงทุนบางส่วนอาจกังวลเรื่องการตั้งสำรอง แต่ในความเป็นจริง การทำงานเชิงรุกเพื่อระบายทรัพย์ที่ถือครองนานเกิน 15 ปี จะช่วยลดภาระส่วนนี้ลงได้มาก ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาเรื่องราคาหุ้นไม่สะท้อนพื้นฐาน มีแผนเดินสายทำ Roadshow และพบปะนักลงทุน เพื่ออธิบายและทำความเข้าใจธุรกิจ AMC และโมเมนตัมธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนไปสู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้”
ส่วนเรื่องหุ้น BAM ควรถูกมองว่าเป็นหุ้นที่ให้เงินปันผลสม่ำเสมอ (Dividend Yield) เหมือนหุ้นธนาคาร ไม่ใช่หุ้นที่เน้นเล่นส่วนต่างกำไร (Margin) เพียงอย่างเดียว และ BAM มีนโยบายการจ่ายปันผลที่แข็งแกร่ง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 70% และปี 2568 จ่ายสูงถึง 90% ของกำไรสุทธิ จ่ายเงินปันผลเป็นปีละ 2 ครั้ง และก็ยอมรับว่าราคาหุ้นอาจไม่กลับไปที่ราคา IPO 17.50 บาท เนื่องจาก True Values ในปัจจุบันและบริบททางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปจากจุดเริ่มต้น
“BAM ต้องเริ่มต้นด้วยการปรับปรุง “สุขภาพทางการเงิน” ของตนเอง เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกหนี้ โดยก่อหนี้ให้น้อยลง และใช้สภาพคล่องส่วนตัว ทำให้สามารถลดตัวเลขก่อหนี้ลงมาเหลือ 70,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน จากเกือบ 90,000 ล้านบาท ในช่วงที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลงมาเหลือ 1.96 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในกลุ่มธุรกิจ AMC จากในอดีตอยู่ในระดับ 2.7 เท่า และจะรักษาระดับไว้ไม่ให้เกิน 2 เท่า และต้องลดต้นทุนทางการเงิน (Cost of Fund) โดยตั้งเป้าหมายจะลดให้เหลือเพียง 3% ภายในไตรมาส 3/2569 จากไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 3.26%”
** อนันตเดช พงษ์พันธุ์**
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี