
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากสภาวะโลกเดือดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้องค์การสหประชาชาติประกาศแนวคิด "A Global Call for Climate Action" เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อร่วมสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก พร้อมร่วมผลักดันการขับเคลื่อนการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับประเทศไทยที่ร่วมแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในเวทีโลก โดยปรับเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050

นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงทิศทางนโยบายการดำเนินมาตรการและนโยบายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Action) ของประเทศไทย สู่เป้าหมาย Net Zero เน้นย้ำการปรับตัวของ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ พลังงาน คมนาคมขนส่ง กระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ทดแทนปูนเม็ดและปูนซีเมนต์ การจัดการของเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม และการเกษตร โดยมุ่งเน้นการลงมือทำทันที ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับบริบท และผลักดัน พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2035

ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และรองคณบดี ด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมถึงมุมมองการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน ต้องปรับกระบวนทัศน์มองวิกฤตให้เป็นโอกาสผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ Eco-Efficiency รักษาโมเดลธุรกิจเดิม แต่ผลิตด้วยคาร์บอนที่ต่ำลง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดการใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิต และใช้พลังงานสะอาด Transform Existing Business Model ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเดิมให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยพัฒนาสินค้า บริการ และสร้างแหล่งรายได้ใหม่ Create New Business สร้างธุรกิจใหม่ที่ออกแบบขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความยั่งยืน โดยไม่ถูกจำกัดด้วยโครงสร้างหรือสินทรัพย์เดิม และ Industry Ecosystem Transformation ก้าวสู่บทบาทผู้นำในการขับเคลื่อนการปฏิรูปอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อความยั่งยืน

ด้านนายเอกรัฐ สมินทรปัญญา ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า กฟผ. ชูกลยุทธ์ Triple S สร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและคุณภาพชีวิตของประชาชน ประกอบด้วย Sources Transformation เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับการบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน รวมถึงศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน และมีต้นทุนที่แข่งขันได้

Sink Co-creation ศึกษาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนรูปแบบต่าง ๆ เพื่อคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม และ Support Measures Mechanism ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพผ่านโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

คอนกรีตจากเถ้าลอยของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
ปัจจุบันการดำเนินมาตรการและนโยบายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่แค่การดำเนินงานเพื่อสร้างภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่เป็น "ทางรอดเดียว" ของมวลมนุษยชาติ ท่ามกลางภาวะโลกเดือด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมอันจะนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนที่สมดุลให้กับโลกใบนี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี