542.jpg
โลกยังเผชิญหลายความเสี่ยง เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่องถึงปีหน้า

โลกยังเผชิญหลายความเสี่ยง เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่องถึงปีหน้า

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวล แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามอิหร่านและความขัดแย้งทางการค้า โดยโอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวรุนแรงหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยยังมีจำกัด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากสงครามการค้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกระทบต่อการค้า การลงทุน และความเชื่อมั่นทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออก รวมถึงประเทศไทย และยังคงต้องติดตามพัฒนาการของสงครามอิหร่านอย่างใกล้ชิด ในด้านนโยบายการเงิน หลายประเทศเริ่มเผชิญข้อจำกัดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม และบางประเทศเริ่มปรับดอกเบี้ยขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับปัจจุบันตลอดปีนี้

สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจยังเติบโตในอัตราต่ำกว่าศักยภาพ และมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% ในปี 2569 และปี 2570 อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกที่สำคัญคือการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาด และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ด้านตลาดทุน แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ สื่อสาร พาณิชย์ และพลังงาน รวมถึงมาตรการส่งเสริมศักยภาพบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ ในระยะข้างหน้า


“ตลาดหุ้นไทยยังมีศักยภาพที่จะเป็นมากกว่าสินทรัพย์หลบความผันผวน หากภาครัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวทางการยกระดับเศรษฐกิจให้กลับไปเติบโตในระดับ 3-4% ได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการออกแบบมาตรการอย่าง TISA ให้สามารถดึงดูดเงินออมระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายไพบูลย์ กล่าว

ด้าน นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงกลางปี 2569 เริ่มสะท้อน “แรงเสียดทาน” ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 4.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี จากแรงหนุนสำคัญของราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูงขณะเดียวกัน ผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผ่านไปยังภาคครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนที่ลดลงเหลือเพียง 44.8 จุด ต่ำสุดในรอบ 74 ปี โดยผู้บริโภค 2 ใน 3 เริ่ม “ลดการใช้จ่าย” ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อในอีก 1 ปีข้างหน้า ปรับขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเป็น 4.8% และ 3.9% ตามลำดับ

ทั้งนี้จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ความเสี่ยงของภาวะ “Stagflation” หรือ ภาวะเศรษฐกิจโลกโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางแรงกดดันหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.ราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง 2.โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปราะบางและถูกกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้สัดส่วนการค้าโลกต่อ GDP (Trade-to-GDP) ลดลง โดยในปี 2565 อยู่ที่ระดับ 62.8% เหลือเพียง 56.8% ในปี 2567 และ 3.การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ที่ยังขยายตัวในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง

“ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.ราคาน้ำมันพุ่งซ้ำ (Oil Shock) โดยเฉพาะหากเกิดการหยุดชะงักของช่องทางขนส่งพลังงาน จะส่งผลต่อเงินเฟ้อและต้นทุนทางเศรษฐกิจทันที 2.แรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Yield Pressure) ที่อยู่ในระดับสูงและปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เกิดสงคราม และ 3.ความเสี่ยงจาก Stagflation ที่กระทบทั้งกำไรและมูลค่าหุ้น”

ด้าน นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะประเด็น “Policy Rate Divergence” หรือทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มแยกออกจากกันระหว่างประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลก และทำให้ความผันผวนของตลาดการเงินเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น นักลงทุนจำเป็นต้องเลือกจังหวะและกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตามแม้ความผันผวนจะเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของกลุ่ม AI ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของกำไรบริษัททั่วโลก โดยคาดว่ากำไรของบริษัทในช่วงปี 2569-2570 จะเติบโตต่อเนื่องจากการนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top