‘วราวุธ’ลุยอุดรธานี ดันเมกะโปรเจกต์‘เหมืองโปแตช’สร้างรายได้ท้องถิ่น 7.7 หมื่นล้าน มุ่งสู่ฮับปุ๋ยภูมิภาค ช่วยให้ราคาปุ๋ยในประเทศถูกลงเพื่อเกษตรกร คาดผลิตแร่ล็อตแรกได้ภายในปี 2573
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.อุดรธานี พร้อมตรวจเยี่ยมเหมืองแร่โพแทชของบริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรมว.อุตสาหกรรม , นางอัษฎาพร ไกรพานนท์ , นายกนก วงศ์ตระหง่าน ที่ปรึกษาของ รมว.อุตสาหกรรม และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ประกอบด้วย นายภาสกร ชัยรัตน์ , นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ , นางดวงดาว ขาวเจริญ , นายสุนทร แก้วสว่าง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม , นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และนายวรวุฒิ หิรัญไพศาลกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอาวุโส บริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้การต้อนรับ
นายวราวุธ กล่าวว่า ทาง APPC เล่าให้ฟังว่าโครงการเหมืองแร่โพแทช จ.อุดรธานี ดำเนินการเพื่อผลิตแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแม่ปุ๋ยเคมี ครอบคลุมพื้นที่คำขอประทานบัตรประมาณ 26,400 ไร่ ซึ่งการที่โพแทชสะสมอยู่นั้น แสดงให้เห็นว่าจากเกลือที่ทับถมกันจนกลายเป็นหิน ต้องผ่านสภาวะอะไรทั้งหลายมากมาย ฉะนั้นต้องทำให้เกิดประโยชน์ให้ได้สูงสุด และคำนึงถึงคนในพื้นที่ต้องไม่ได้รับผลกระทบและต้องอยู่ได้เป็นปกติ
จากการรับฟังรายงานของบริษัทแล้วเชื่อว่ามีความตั้งใจในการประกอบกิจการที่คำนึงถึงชุมชนรอบข้างอย่างจริงจัง มีการใช้หลักในการบริหารงาน ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ดำเนินการด้วยหลัก ESG ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ดูแลสังคมและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส การสร้างคุณค่าร่วมกันทั้งองค์กร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนรับฟังความคิดเห็นต่างๆด้วย
ทั้งนี้ การประกอบกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในชุมชนต้องคำนึงถึงชุมชนรอบข้างเป็นอันดับแรกๆ การทำเหมืองอาจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมแต่ผู้ประกอบการได้มีการดูแลชุมชนรอบข้าง ทั้งเรื่องการสร้างงานสร้างอาชีพ การเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน รวมไปถึงการดูแลตรวจสุขภาพ ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความพึงพอใจ สถานประกอบการก็อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข สิ่งนี้ถือเป็นหลักสำคัญในการประกอบการ
นายวราวุธ กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินโครงการเหมืองแร่ของ APPC เป็นการยกระดับสู่ Green Mining หรือเหมืองแร่สีเขียว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยหัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือการนำเทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนีที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลกมาใช้ในการออกแบบ เพื่อลดผลกระทบทางกายภาพให้เหลือน้อยที่สุด โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
1.เทคนิคห้องสลับเสาค้ำยัน (Room and Pillar) เลือกใช้วิธีการทำเหมืองที่เหมาะสมกับธรณีวิทยาของชั้นแร่โปแตชที่มีความหนาเฉลี่ย 3.8 เมตร และอยู่ลึกลงไป 240-380 เมตรจากผิวดิน โดยจะขุดแร่สลับกับการคงเหลือเสาแร่ไว้เพื่อค้ำยันโครงสร้างใต้ดินให้แข็งแรง
2.ระบบถมกลับ (Backfilling) เมื่อขุดแร่ออกไปแล้ว จะมีการนำกากแร่และหางแร่ถมกลับลงไปในช่องว่างใต้ดินเพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัย
3.การันตีด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ จากผลการศึกษาพบว่าภายในระยะเวลา 25 ปีของการทำเหมือง การทรุดตัวของดินจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในระดับระนาบเดียว ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบนผิวดินหรือทิศทางการไหลของน้ำธรรมชาติ
ในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม นายวราวุธ ระบุว่าโครงการถูกออกแบบมาให้เป็นระบบปิดอย่างสมบูรณ์ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของน้ำเค็มสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ อาทิ บ่อกักเก็บน้ำอัจฉริยะ ก่อสร้างบ่อน้ำใช้ขนาด 2.1 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยคำนวณสมดุลน้ำจากสถิติอุตุนิยมวิทยาของจังหวัดอุดรธานีย้อนหลังถึง 60 ปี เพื่อให้โครงการสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ต้องดึงน้ำใต้ดินหรือน้ำผิวดินจากภายนอกมาใช้
สำหรับบ่อเก็บน้ำเหลือจากการผลิตจะปูพื้นด้วยวัสดุกันซึมถึง 2 ชั้น พร้อมติดตั้งระบบท่อตรวจเช็กการรั่วซึมตลอดเวลา พร้อมใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการดักจับฝุ่นในโรงแต่งแร่และระบบลำเลียง พร้อมปลูกต้นไม้เป็นแนวชน (Buffer Zone) รอบพื้นที่ ซึ่งผลจำลองพบว่าจะมีค่าฝุ่นต่ำกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
โครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงทางทรัพยากร แต่ยังสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับท้องถิ่นและประเทศ โดยรายได้รัฐและท้องถิ่น ที่คาดว่าจะสร้างรายได้ในรูปค่าภาคหลวงและภาษีให้รัฐและจังหวัดอุดรธานีกว่า 77,000 ล้านบาท ตลอดอายุโครงการ และจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชนโดยรอบด้วยงบประมาณ 3,100 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
“เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ ราคาปุ๋ยในประเทศถูกลง เพื่อให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรในประเทศ”
สำหรับการบริหารจัดการในรูปแบบธุรกิจ ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างกระบวนการจัดหาผู้ร่วมทุนจากประเทศจีน ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลจีนถือหุ้น 100% และมีประสบการณ์ทำเหมืองโปแตชทั่วโลกเข้ามาเป็นพันธมิตรหลัก แบ่งกรอบเวลาเป็น
*ปี 2569 เริ่มขั้นตอนการออกแบบโครงสร้างและเพิ่มทุนบริษัทจาก 100 ล้านบาท เป็น 2,600 ล้านบาท
*ปี 2570 - 2573 เข้าสู่ช่วงการก่อสร้างโรงงานและระบบเหมือง
* ปี 2573 คาดว่าจะเริ่มการผลิตแร่โปแตช (COD) งวดแรกได้จริง
นายวราวุธ กล่าวว่า นอกจากการใช้เทคโนโลยีระดับสูงแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของชีวิต โดยจะมีระบบ Tracking ตรวจสอบตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใต้ดินลึกกว่า 300 เมตรได้ตลอดเวลา เพื่อให้เหมืองแห่งนี้เป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมที่อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างสงบสุขและยั่งยืน
/////////////////////////
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี