วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
ทั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ กรอ. ชุดใหม่ รวมถึงรับทราบผลการหารือร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีและภาคเอกชน ตลอดจนผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ประจำปี 2569 โดยสถาบัน IMD ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ในลำดับที่ 26 ของโลก ปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับจากปีที่ผ่านมา และยังคงอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านระบบการกำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ (Objectives and Key Results: OKR) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) และการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการลงทุนในอนาคต
สำหรับการดำเนินงานภายใต้ กรอ. จะขับเคลื่อนผ่านกลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ
2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน
3. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม
4. การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 4 คณะ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเด็นสำคัญและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการทำงานของ กรอ. อย่างเต็มที่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ของประเทศ โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐผ่านคณะอนุกรรมการทั้ง 4 คณะตามกลไกของ กรอ. เพื่อผลักดันข้อเสนอของภาคเอกชนให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ส.อ.ท. เตรียมจัดตั้งทีมสนับสนุนการทำงานในประเด็นสำคัญ อาทิ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการแก้ไขปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะโครงการ Missing Link ชุมพร–ระนอง การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมสู่พลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้มีความต่อเนื่อง ผ่านการจัดทำแผนงานและติดตามผลอย่างเป็นระบบ
พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. จะเดินหน้าส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand: MiT) ให้เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการไทย สนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้สินค้าไทยในทุกภาคส่วน รวมทั้งยกระดับศักยภาพผู้ผลิตไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยเฉพาะ SMEs เพื่อช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ซึ่ง ส.อ.ท. ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท
“กลไก กรอ. เป็นเวทีสำคัญในการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเปลี่ยนข้อเสนอให้เกิดการลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง วันนี้ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกันต้องสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ผ่านการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยให้มากขึ้น เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย แรงงานไทย และประเทศชาติอย่างแท้จริง“
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี