วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,095,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 การนำเข้า มีมูลค่า 40,044.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.1% ขาดดุล 5,711.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรวม 5 เดือนของปี 2569 (มกราคม-พฤษภาคม) การส่งออก มีมูลค่า 162,085.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% การนำเข้า มีมูลค่า 187,295.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.6% ขาดดุลการค้า 25,209.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยปัจจัยที่ผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว ยังเป็นความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนพื้นฐานด้าน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงปัจจัยเร่งจากการนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงจากความกังวลต่อห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัวและความไม่แน่นอนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมาจากการนำเข้าสินค้าพลังงาน ทุน และวัตถุดิบ ที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการส่งออกในอนาคต
สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ในเดือนพฤษภาคม 2569 ลดลง 7.2% กลับมาหดตัวในรอบ 3 เดือน โดยสินค้าเกษตร ลดลง 3.1% สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 13.2% สินค้าที่ลดลง อาทิ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ น้ำตาลทราย ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ส่วนสินค้าที่ขยายตัว อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง อาหารสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ช่วง 5 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 1.9%
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมในเดือนพฤษภาคม 2569 มีการส่งออกเพิ่มขึ้น 14.4% เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เม็ดพลาสติก ทองแดงและของที่ทำด้วยทองแดง ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ โดยในช่วง 5 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 20.9%
ด้านตลาดส่งออกสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดหลัก เพิ่มขึ้น 14.2% โดยสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 33.5% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 11.7% สหภาพยุโรป เพิ่มขึ้น 18.4% และอาเซียน เพิ่มขึ้น 29.7% แต่จีน ลดลง 2.5% และ CLMV (กัมพูชา,ลาว,เมียนมา,เวียดนาม) ลดลง 16.1% ส่วนตลาดรอง เพิ่มขึ้น 0.1% โดยขยายตัวในทวีปออสเตรเลีย 9.2% ลาตินอเมริกา เพิ่มขึ้น 18% รัสเซียและกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) เพิ่มขึ้น 7.8% ทวีปแอฟริกา เพิ่มขึ้น 6.1% สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 3% ส่วนเอเชียใต้ ลดลง 5.6% ตะวันออกกลาง ลดลง 4.4% และตลาดอื่นๆ เพิ่มขึ้น 40%
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะการฟื้นตัวอย่างจำกัดของเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ดีการส่งออกของไทยยังคงได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงในตลาดโลกที่ขยายตัว ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลงเป็นลำดับ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกในระยะต่อไปยังสามารถรักษาสมดุลการเติบโตไว้ได้
“จากตัวเลขส่งออก 5 เดือนของปี 2569 ที่เติบโตถึง 17% ทำให้มีโอกาสสูงที่ทั้งปี 2569 จะขยายตัวได้มากกว่าเป้าหมายเดิม โดยหากครึ่งปีหลังยังรักษาระดับการเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 29,245 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกทั้งปี 2569 ก็มีโอกาสแตะระดับ 8% ซึ่งจะเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากสถานการณ์สงครามและความขัดแย้งต่างๆ ทั่วโลกมีความราบรื่น จะช่วยลดแรงกดดันสำคัญ คือ ลดต้นทุนการผลิตและค่าโลจิสติกส์ที่แพงขึ้น และช่วยให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจากภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลให้ดีมานด์ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การส่งออกไทยมีโอกาสขยับจากการเติบโต 8% ไปสู่ระดับเลข 2 หลัก หรือประมาณ 10% ได้”นายนันทพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตามแม้แนวโน้มการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ยังมีทิศทางสดใส แต่ภาครัฐยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งแม้จะเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น แต่ยังต้องติดตามความชัดเจนของการเจรจาและข้อตกลงต่างๆ ในช่วง 30-60 วันข้างหน้า อีกประเด็นสำคัญคือ สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าสำคัญของโลก หากสถานการณ์คลี่คลายได้ตามคาด จะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน ค่าระวางเรือ และความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ส่วนกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% สะท้อนว่ายังต้องติดตามทิศทางเศรษฐกิจโลกและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวในระดับเพียงกว่า 2%
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี