วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 มีทั้งสิ้น 114,214 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 17.94 เนื่องจากผลิตส่งออกรถยนต์นั่งและรถกระบะลดลงร้อยละ 26.66 และ 38.79 ตามลำดับส่งผลให้ผลิตเพื่อส่งออกลดลงร้อยละ 36.20 แม้ว่าผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.78 ก็ตาม ส่งผลให้ยอดผลิตรวมลดลงร้อยละ 17.94 เป็นครั้งแรกที่ผลิตเพื่อขายในประเทศมากกว่าผลิตเพื่อส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับสามของการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทยที่ปี 2568 ส่งออกไป 200,001 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 21 ของยอดส่งออกทั้งหมด
ทั้งนี้จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ 5 เดือนปีนี้ (เดือนมกราคม - พฤษภาคม 2569) มีจำนวนทั้งสิ้น 587,759 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 1.13
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 55,694 คัน เท่ากับร้อยละ 48.76 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 36.20 และเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 372,299 คัน เท่ากับร้อยละ 63.34 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 4.56
ขณะที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ 58,520 คัน เท่ากับร้อยละ 51.24 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 12.78 และเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 215,460 คัน เท่ากับร้อยละ 36.66 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 5.41
” ส.อ.ท.ยังคงคาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน ซึ่งยังคงต้องติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดต่อไปอีก 1-2 เดือนว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อประกอบการพิจารณาทบทวทวนประมาณการยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 ให้มีความชัดเจนอีกครั้ง“นายสุรพงษ์กล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 57,765 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือน เมษายน 2569 ร้อยละ 19.36 และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 10.60 ส่งผลให้ 5 เดือนแรกของปีนี้
รถยนต์มียอดขาย 288,242 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 14.10 โดยในเดือนพฤษภาคมมียอดขายเพิ่มขึ้นเพราะขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถ SUVไฟฟัาเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากการข้ดแย้งในตะวันออกกลางและขายรถบรรทุกเพิ่มขึ้นจากการกลับมาผลิตของบางบริษัทที่ย้ายโรงงานเสร็จแล้ว รถกระบะมีอัตราเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.21 จากเดือนเดียวกันปีที่แล้วเพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ หนี้ครัวเรือนยังคงสูงกว่าร้อยละ 80 ของ GDP ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า
ทั้งนี้ยอดขายในประเทศอาจเพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนที่ 153,558 ล้านบาทในห้าเดือนแรกปีนี้มากกว่าห้าเดือนปีที่แล้วร้อยละ 6.46 รวมทั้งการส่งออกที่ยังเติบโตในเดือนพฤษภาคม 2569 ร้อยละ 10.6 จากพฤษภาคมปีที่แล้ว และจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับที่สูงรวมทั้งการปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจ GDP ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 % ในปีนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งนโยบายลดค่าใช้จ่ายประชาชนและการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศและนักลงทุนไทย
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนพฤษภาคม 2569 ส่งออกได้ 59,434 คัน ลดลงร้อยละ 26.69 เพราะส่งออกไปตะวันออกกลางลดลงร้อยละ 66.14 จากการขัดแย้งระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน และส่งออกไปออสเตรเลีย- โอเชียเนียซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทยลดลงร้อยละ 37.18 จากรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันมากขึ้นจากกฎหมายการเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์เพิ่มขึ้น ทำให้ 5 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 339,618 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 8.53
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี