542.jpg
สนค. ชี้ช่องเกษตรกร เพิ่มมูลค่าพืชไร่ด้วย‘พลาสติกชีวภาพ’

สนค. ชี้ช่องเกษตรกร เพิ่มมูลค่าพืชไร่ด้วย‘พลาสติกชีวภาพ’

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.18 น.

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า ความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กระทบต้นทุนการผลิตเม็ดพลาสติกจากปิโตรเคมี ทำให้ราคาพลาสติกทั่วไปพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 30–70 ขณะที่พลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ซึ่งใช้วัตถุดิบจากภาคการเกษตร มีราคาค่อนข้างคงที่ ดังนั้น พลาสติกชีวภาพจึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะวัสดุทางเลือกที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

พลาสติกชีวภาพแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ (1) พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Certified Compostable Bioplastic) ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และ (2) พลาสติกชีวฐาน (Bio-based Plastic) ซึ่งสามารถใช้ทดแทนพลาสติกทั่วไปได้ โดยประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการเป็นฐานการผลิตวัตถุดิบทางการเกษตรที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะ “มันสำปะหลัง” ที่ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก และเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลก รองจากไนจีเรียและสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก


อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังรายสำคัญของโลก แต่ในช่วง 2566-2568 มูลค่าการส่งออกมันสำปะหลังเฉลี่ยต่อตันของไทยมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2566 มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 14,704 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้นเป็น 16,974 บาทต่อตัน ในปี 2567 และลดลงเหลือเพียง 11,515 บาทต่อตัน ในปี 2568 ทำให้อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาลดลง ร้อยละ -11.5 สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้นเป็นหลัก และยังไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปได้อย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาราคามันสำปะหลัง ในปี 2568 หัวมันสำปะหลังสดมีราคาเฉลี่ยเพียง 1.71 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่การแปรรูปเป็นแป้งมันดิบจะมีราคาส่งออกเฉลี่ย 14.41 บาทต่อกิโลกรัม และจากงานวิจัย เรื่อง “Development of Bioplastics from Cassava toward the Sustainability of Cassava Value Chain in Thailand” ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า การนำมันสำปะหลังมาแปรรูปเป็นพลาสติกชีวภาพประเภท PLA/TPS Blend (พลาสติกชีวภาพที่ผสมระหว่างพลาสติกชีวภาพที่สกัดมาจากพืช (Polylactic Acid: PLA) และเทอร์โมพลาสติกสตาร์ช (Thermoplastic Starch: TPS) ที่มาจากมันสำปะหลัง) สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าวัตถุดิบถึง 14.8–22 เท่า โดยมีราคาประมาณ 2.23–2.50 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม หรือราว 80–90 บาทต่อกิโลกรัม

นายนันทพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มูลค่าเพิ่มของสินค้าไม่ได้เกิดขึ้นที่สินค้าเกษตรขั้นต้น แต่เกิดในขั้นการแปรรูปและอุตสาหกรรมปลายน้ำ แม้ปัจจุบันพลาสติกชีวภาพจะมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 0.5 ของการผลิตพลาสติกทั่วโลกที่มีปริมาณรวมกว่า 431 ล้านตันต่อปี แต่ตลาดมีแนวโน้มเติบโตเร็วจากกระแสเศรษฐกิจสีเขียว มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และความต้องการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งนี้ European Bioplastics ตัวแทนกลุ่มผู้ค้าสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในยุโรป คาดการณ์ว่ากำลังการผลิตพลาสติกชีวภาพทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 2.31 ล้านตันในปี 2568 เป็น 4.69 ล้านตันในปี 2573 หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 15 ต่อปี

นายชานนทร์ พันธุสินธุ นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย กล่าวว่า กำลังการผลิตพลาสติกชีวภาพของไทยในอนาคตมีโอกาสที่จะเติบโตเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน เนื่องจากแนวโน้มการลงทุนของภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง คาดว่าภายในปี 2571 ไทยจะมีกำลังการผลิตพลาสติกชีวภาพประมาณ 400,000 ตันต่อปี ทั้งนี้ ประเทศไทยควรมีการกำหนดมาตรฐานสัดส่วนขั้นต่ำในการใช้พลาสติกชีวฐาน (Bio-based Bioplastic) ภาคสมัครใจ (Voluntary Standard)เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติภายในประเทศ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Certified Compostable Bioplastic) มากขึ้น อาทิ ฟิล์มคลุมดิน แก้วพลาสติก และแคปซูลกาแฟ เพื่อสร้างตลาดรองรับภายในประเทศและช่วยเชื่อมโยงประโยชน์จากอุตสาหกรรมสู่ภาคเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตวัตถุดิบสำคัญทางการเกษตร แต่มีโอกาสที่จะพัฒนาก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพที่สำคัญของโลก ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโอกาสในการยกระดับสินค้าเกษตรขั้นต้นไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพแบบครบวงจรภายในประเทศ และเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ
สีเขียวของโลก

-031

 

 

 

 

 

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top