วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. วเงิน 2.24 แสนล้านบาท ว่าผลการประชุมร่วมกัน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่มซี.พี.) ผู้รับสัมปทานโครงการ, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และการรถไฟฯ ครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางเอกชนได้แจ้งมาขอเจรจาเพิ่มเติมว่า ถ้ารัฐไม่แก้สัญญาให้จะเดินหน้าต่อไม่ไหว คงต้องมีการเจรจากันต่อไป ถ้าเอกชนเดินหน้าต่อไม่ไหวจะมีแนวทางอย่างไร และจะมีการยกเลิกสัญญาในรูปแบบไหน ซึ่งการรถไฟฯกับ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาช่วยกันดู
ผู้ว่าการรถไฟฯ กล่าวว่าตอนนี้มี 2 แนวทางที่ต้องเสนอไป สกพอ. และบอร์ดอีอีซีพิจารณา คือ 1.หากบอร์ดอีอีซีเห็นชอบให้แก้สัญญาได้ตามมติบอร์ดอีอีซีเดิม จะส่งร่างสัญญาฉบับใหม่ที่ผ่านมาความเห็นชอบจากอัยการสูงสุดแล้ว เสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรีพิจาณาต่อไป และ 2.ถ้ากรณีบอร์ดอีอีซีไม่เห็นชอบในการแก้ไขสัญญาก็จะนำไปสู่การสิ้นสุดสัญญา หลังจากนั้นมาเจรจาในรายละเอียดกับเอกชนเพื่อสิ้นสุดสัญญาต่อไป
นายอนันต์กล่าวอีกว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เอกชนจะถอดใจ เนื่องจากเอกชนรับรู้แนวทางการสิ้นสุดแล้ว กรณีที่ไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาว่าจะมีการสิ้นสุดสัญญากันอย่างไรซึ่งประเด็นสำคัญตอนนี้คือ สถาบันการเงินไม่เชื่อมั่น มองว่าโครงการไม่มีความคุ้มค่า ซึ่งปัจจัยที่ยากที่สุดในการลงทุนโครงการรูปแบบ PPP คือ การหาแหล่งเงินทุน ซึ่งสถาบันการเงินไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่โควิดและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ปริมาณผู้โดยสารที่ลดลง จากการเดินทางน้อยลง ทำให้ความคุ้มค่าของเอกชนที่ถูกประเมินจากสถาบันการเงิน บอกว่าโครงการไม่มีความคุ้มค่าที่จะเดินหน้าต่อ ซึ่งตรงนี้ต้องไปดูว่ามีแนวทางใดบ้างที่จะทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่น เนื่องจากสถาบันการเงินมีเหตุผลที่จะทบทวนความคุ้มค่าของโครงการ
“ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมประมวลรายละเอียดทั้ง 2 แนวทาง เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารสัญญาและคณะกรรมการกำกับโครงการ คาดว่าจะมีการหารือภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนเพื่อสรุปก่อนเสนอบอร์ดอีอีซีต่อไป สำหรับแผนสำรองกรณีที่ไม่มีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ในส่วนการรถไฟฯ ต้องมาดูโครงสร้างพื้นฐานของรถไฟสายตะวันออกที่มีอยู่ ซึ่งปัจจุบันมีการเดินรถโดยสาร 2 ขบวนต่อวัน และดูว่าจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่จะสามารถที่ช่วยและสนับสนุนการให้บริการระบบรางในช่วงของพื้นที่อีอีซีได้บ้าง และ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า หากยกเลิกสัญญาจะมีการเปิดประมูลใหม่หรือไม่ เนื่องจากขึ้นอยู่กับนโยบายอีอีซีว่าจะยังคงให้มีการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินต่อหรือไม่“ นายอนันต์ กล่าว
นายอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่ทับซ้อน 3 จุดในแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้มีการหารือกับเอกชนแล้วว่า หากมีความจำเป็นการรถไฟฯ จะดึงงานมาก่อสร้างเอง ซึ่งเอกชนไม่ขัดข้อง ได้แก่ รถไฟไทย-จีน สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง โดยจะเสนอ ครม.ขอปรับกรอบวงเงินเพิ่ม และเร่งเปิดประมูลไม่ให้กระทบต่อไทม์ไลนก์การก่อสร้าง ส่วนจุดที่สอง คือสายสีแดง Missing Link จุดนี้ยังไม่กระทบมาก เนื่องสามารถแยกขอบเขตของงานออกจากกันได้ และจุดที่ 3 อุโมงค์ลอดใต้รันเวย์เข้าสู่อาคารผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา สำหรับแอร์พอร์ตเรลลิงก์ที่ครบกำหนด MOU สิ้นสุด 30 กันยายน 2569 ที่ให้กลุ่ม ซี.พี. บริหารเดินรถให้ในปัจจุบัน ตรงนี้ต้องรอข้อสรุปสัญญาใหญ่ให้จบก่อน แต่อย่างไรก็ตามจะหาวิธีการให้กระทบต่อผู้โดยสารน้อยที่สุด ยังมีเวลาอีก 2-3 เดือนกว่าจะครบกำหนด MOU
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะประธานบอร์ดการรถไฟฯ กล่าวว่า กรณีที่สัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่จะสิ้นสุดลงนั้น ต้องดูเงื่อนไขในสัญญาว่ามีการระบุเหตุในการสิ้นสุดสัญญาไว้อย่างไร ซึ่งการรถไฟฯต้องไปศึกษารายละเอียดและดูว่าเข้าเงื่อนไขข้อใด 1.เมื่อสัญญาครบกำหนด 50 ปี 2.ไม่สามารถออกหนังสือให้เริ่มงานได้ (NTP) 3.จากความบกพร่องของรัฐและของเอกชนที่เป็นเหตุสุดวิสัย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี