วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้ลงทุนในการพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ และทางรถไฟสายใหม่ โดยรัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รับผิดชอบค่าลงทุนขบวนรถขนส่งทางราง รวมถึงงานให้บริการเดินรถขนส่งทางราง พร้อมงานซ่อมบำรุง ซึ่งเมื่อรถไฟทางคู่ก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเพิ่มความจุทางรถไฟได้มากกว่า 2 เท่า ในขณะที่ รฟท. ยังมีข้อจำกัดในการลงทุนจัดหารถขนส่งทางราง ส่งผลให้มีความจุทางเหลือในช่วงเวลาที่ รฟท. ไม่ได้ให้บริการ ประกอบกับ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569
โดย พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 ได้ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ทางรถไฟของ รฟท. เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้งช่วยให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการใช้บริการขนส่งทางรางที่หลากหลาย ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 ภายใต้คณะกรรมการจัดสรรเวลาการเดินรถขนส่งทางราง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการฯ
ทั้งนี้ ขร. ได้ประสานกับ รฟท. เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดให้เอกชนมาร่วมเดินรถบนทางรถไฟระหว่างเมืองของ รฟท. ดังกล่าว โดยปัจจุบัน รฟท. ในฐานะผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟระหว่างเมืองได้จัดทำเอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ (Network Statement) ประจำปี 2569 แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 70 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 ที่กำหนดให้ผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำและเปิดเผยเอกสารฯ เพื่อให้ผู้ซึ่งประสงค์จะประกอบกิจการเดินรถขนส่งทางรางสามารถเข้าถึงข้อมูล Network Statement โดย รฟท. ได้เผยแพร่เอกสารฯบนเว็บไซต์ www.railway.co.th ของ รฟท. เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569
นายพิเชฐ กล่าวว่า เนื้อหาในเอกสารฯ ประกอบด้วย นิยามศัพท์ รายละเอียดของโครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายรถไฟ เงื่อนไขในการเข้าใช้โครงข่าย การจัดสรรความจุตารางเวลาและเส้นทางเดินรถ รวมทั้งค่าใช้ประโยชน์จากราง ทรัพย์สินที่จำเป็น และค่าบริการอื่นๆ รวม 598 หน้า ซึ่งจะใช้เป็นคู่มือประกอบการดำเนินงานให้กับเอกชนที่สนใจเป็น “ผู้ร่วมใช้ราง” หรือเป็นผู้ที่เข้าทำสัญญาการเข้าใช้รางกับ รฟท. ในการดำเนินงานให้เป็นไปตามเอกสารฯ
รวมทั้งดำเนินการตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 ที่ระบุว่า “ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางรางรายใดซึ่งเป็นเอกชนประสงค์เข้าร่วมใช้รางหรือทางเฉพาะที่เป็นของหน่วยงานของรัฐ ผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานของรางหรือทางเฉพาะนั้น อาจยินยอมให้ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางรางนั้น เข้าร่วมใช้รางหรือทางเฉพาะนั้นได้ โดยให้ดำเนินการจัดทำสัญญาการใช้รางหรือทางเฉพาะเพื่อการขนส่งร่วมกันกับผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานของรางหรือทางเฉพาะนั้น การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง มิให้ถือว่าเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนต่อไป”
สำหรับการคำนวณค่าใช้ประโยชน์จากราง แบ่งเป็น ขบวนรถโดยสาร และขบวนรถสินค้า โดยขบวนรถโดยสารคำนวณจากอัตราค่าใช้ประโยชน์จากราง กรณีขบวนรถโดยสารร่วมบริการขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 4 คัน ราคา 44 บาทต่อคันต่อกิโลเมตร และกรณีรถท่องเที่ยวร่วมบริการ ราคา 77 บาทต่อคันต่อกิโลเมตร คูณด้วยจำนวนคันของรถโดยสารที่ประกอบเป็นขบวน และระยะทางที่เดินรถ เช่น ขบวนรถโดยสารร่วมบริการ จำนวน 12 คัน เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์-ชุมพร ระยะทาง 468 กิโลเมตร ค่าใช้ประโยชน์จากราง (44x12x468) เท่ากับ 247,104 บาทต่อเที่ยว หรือขบวนรถท่องเที่ยวร่วมบริการ จำนวน 4 คัน เส้นทางกรุงเทพ-หัวหิน ระยะทาง 229 กิโลเมตร ค่าใช้ประโยชน์จากราง (77x4x229) เท่ากับ 70,532 บาทต่อเที่ยว ส่วนขบวนรถสินค้า ค่าใช้ประโยชน์จากรางคำนวณจากอัตราค่าใช้ประโยชน์จากราง ราคา 0.2065 บาทต่อตัน-กิโลเมตร คูณด้วยน้ำหนักรวมขบวนรถ (Gross Tonnage) และระยะทางที่เดินรถ
นอกจากนี้หลังจากที่ รฟท. ได้จัดทำเอกสารฯและเผยแพร่ต่อสาธารณชนแล้ว ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการฯ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 ต่อไป ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมใช้ทางกับ รฟท. อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดย รฟท. ในฐานะผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานจะต้องดำเนินการบนพื้นฐานของความเป็นกลาง โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ ตามมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 ด้วย ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางรางของไทย รวมทั้งช่วยเพิ่มรายได้จากการใช้ประโยชน์จากรางให้กับ รฟท. เพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบรางต่อไปอีกด้วย
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการในตำแหน่ง ผู้ว่าการ รฟท.กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะช่วย “ลดการผูกขาด” และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมระบบราง โดยเอกสารชุดนี้จะทำหน้าที่เป็นคู่มือมาตรฐานที่แจกแจงรายละเอียดทางเทคนิค เงื่อนไข และกฎเกณฑ์การเข้าใช้ทางรถไฟอย่างชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการรายใหม่ที่สนใจจะเข้ามาประกอบกิจการเดินรถ สามารถนำข้อมูลไปศึกษา วางแผนการลงทุน และเตรียมความพร้อมในการเข้ามาเป็นผู้ให้บริการเดินรถขนส่งทางรางร่วมกันในอนาคต
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี