วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นาย บัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. สนับสนุนกระทรวงอุตสาหกรรม และ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อยกระดับความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้างของประเทศ
ภายหลังจากที่ คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ กมอ. มีมติเมื่อวันที่ 23 มิย. 2569 ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือให้ มอก. 24 เหล็กข้ออ้อย ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทำจากกรรมวิธี BO (basic oxygen) และ EF (electric arc furnace) เท่านั้น กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. เห็นว่าการสื่อสารตลอดจนการวิพากษ์วิจารณ์บางส่วน อาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสาระสำคัญของการยกระดับมาตรฐาน จนอาจเกิดความเข้าใจว่า มอก.เหล็กเส้นฉบับใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อกีดกันหรือสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. จึงต้องการนำเสนอข้อเท็จจริงทางวิชาการสนับสนุนการปรับปรุง มอก.เหล็กเส้น เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น
มอก. เหล็กเส้นไทย จะยกระดับเทียบชั้นกับมาตรฐานเหล็กเส้นของญี่ปุ่นและจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กชั้นนำ
นับจาก ปี 2543 หรือเป็นเวลากว่า 25 ปีที่ มอก.เหล็กเส้นไทยไม่ได้รับการปรับปรุงสาระสำคัญใดๆให้สอดคล้องกับพัฒนาการของอุตสาหกรรมก่อสร้าง หรือ มาตรฐานการออกแบบ เช่น มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ปี พ.ศ. 2564 ที่ต้องใช้เหล็กที่มีสมบัติด้านความเหนียว (ductility) และ ความสามารถในการรับแรงกระทำซ้ำๆ (cyclic load fatigue resistance) สำหรับสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ เช่น อาคารสูง รวมทั้งการใช้ในงานก่อสร้าง สะพาน ทางรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น จะมีการแก้ไขที่สำคัญก็เพียงในปี 2559 ที่มีการแก้ไข มอก. เหล็กเส้นเพื่อเพิ่มกรรมวิธี IF เข้ามาเท่านั้น
มอก. เหล็กเส้นไทย กำหนดกรรมวิธีการผลิต(ต้นทาง) ควบคู่กับการทดสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์เหล็กเส้น(ปลายทาง) มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2515 หรือกว่า 50 ปีมาแล้ว
โดย มอก. 20-2515 เหล็กเส้นกลม และ มอก. 24-2516 เหล็กข้ออ้อย กำหนดให้ เหล็กเส้นกลม และ เหล็กข้ออ้อย ต้องทำมาจากกรรมวิธีการผลิตแบบ open hearth, basic oxygen หรือ electric arc furnace โดยการรีดขณะร้อน
นอกจากนี้ยังมี มอก. เหล็กเส้น 211-2520 เหล็กรีดซ้ำ กำหนดวัตถุดิบต้องทำขึ้นจากเศษเหล็กที่ได้มาจากเข็มพืด (sheet pile) เหล็กแผ่นต่อเรือ (ship plate) หรือเหล็กแผ่นหรือเหล็กหน้าตัดรูปต่างๆ ที่ทำขึ้นสำหรับใช้ในการก่อสร้าง มารีดเป็นเส้นกลม ด้วยการรีดขณะร้อน ซึ่ง มอก. 211 มีการปรับปรุงอีก 2 ครั้งในปี 2524 และ 2527 และ ถูกยกเลิกไปในปี 2543 ตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม ด้วยเหตุผลเรื่องคุณภาพไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ ซึ่งถ้าวัตถุดิบไม่มีคุณภาพเพียงพอก็จะทำให้คุณภาพเหล็กรีดซ้ำไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
มอก. 24 เหล็กเส้นข้ออ้อย ฉบับเสนอ กมอ. ยกระดับสู่มาตรฐานชั้นนำ โดยอ้างอิงมาตรฐานเหล็กเส้นของญี่ปุ่น JIS G 3112-2520 และ จีน GB/T 1499.2-2018
ทั้งนี้คณะ อนุกรรมการ กว. 84/1 และ คณะ กว. 84 ร่าง มอก.เหล็กเส้นใหม่โดยอ้างอิงมาตรฐานต่างประเทศทั้ง JIS, GB และ ISO
โดยคุณสมบัติหลัก เทียบเท่ามาตรฐานเหล็กเส้นของญี่ปุ่น JIS เช่น
-เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่สุดจาก 40 มม. เป็น 50 มม.
-สมบัติทางกล เพิ่มความต้านแรงดึงที่จุดครากในเกรดสูงสุดขึ้นสูงมาก จากไม่น้อยกว่า 490 MPa เป็นไม่น้อยกว่า 785 MPa เพิ่มคุณสมบัติต้านทานแรงกระทำแบบซ้ำ เช่น แผ่นดินไหว ด้วยการควบคุม ‘อัตราส่วนคราก’
-ด้วยสมบัติทางกลที่เข้มงวดมากขึ้น ส่วนประกอบทางเคมีใน มอก. 24 เดิมควบคุมอย่างกว้างๆ เพียง 4 ธาตุ คือ คาร์บอน แมงกานีส ฟอสฟอรัส กำมะถัน แต่ในมอก. ใหม่ ที่เสนอ กมอ. คุมค่าเคมีอย่างเข้มงวด 5 ธาตุโดยเพิ่มการควบคุมธาตุซิลิคอนด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ธาตุมลทินเจือปน คือฟอสฟอรัส และ กำมะถัน ค่าสูงสุดจากเดิม 0.05% เหลือ 0.035% ซึ่งต่ำมากๆ
โดยข้อกำหนดด้านกรรมวิธีการผลิต เทียบเท่ากับมาตรฐานเหล็กเส้นของจีน เช่น
-กำหนดให้เหล็กเส้นต้องผลิตด้วยกรรมวิธี basic oxygen หรือ electric arc furnace เท่านั้น และ เหล็กเกรดแผ่นดินไหว ต้องผ่าน external refining ซึ่งเทียบเท่าการกำหนดให้ผ่านเตาปรุงนั่นเอง
-ไม่อนุญาตให้ใช้การเพิ่มความแข็งแรงแบบชุบแข็งผิว เช่น Tempcore หรือ T
-นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่ มอก.เหล็กแส้นไทย กำหนดให้มีการทดสอบความล้า (fatigue) ตามมาตรฐาน ISO
ทั้งนี้มาตรฐาน GB/T 1499.2-2018 ออกมาบังคับใช้ 1 ปีหลังจากประเทศจีนยกเลิกการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF ทั้งหมดในปี 2017 (2560) เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ ขจัดกำลังการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และลดปัญหามลภาวะจากอุตสาหกรรมเหล็ก การกำหนดนี้เกิดขึ้นหลังจากการปราบปรามการผลิตเหล็กเส้นจาก induction furnace ทั้งหมดแล้ว
สนับสนุนมติของ กมอ. ว่ามีความถูกต้องและเหมาะสม เติมเต็มความเป็นมาตรฐานเหล็กเส้นระดับสากล
นายบัณฑูรย์ มีความเห็นว่ามาตรฐานเหล็กเส้นฉบับใหม่ นำข้อกำหนดที่สำคัญจากทั้งมาตรฐานญี่ปุ่น (JIS) และ มาตรฐานจีน (GB) โดยนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย จึงต้องพิจารณาข้อกำหนดพื้นฐานทางเทคนิคอย่างครบถ้วนรอบคอบ ด้วยเหตุที่ basic oxygen และ electric arc furnace เป็นกระบวนการที่สามารถควบคุมส่วนประกอบทางเคมีและสิ่งเจือปนได้ดีกว่า อีกทั้งรองรับกระบวนการทำให้บริสุทธ์ หรือการปรุงหลังจากการหลอม (external refining) เพื่อการควบคุมส่วนประกอบทางเคมีที่แม่นยำ ลดสารมลทินและสิ่งเจือปน ซึ่งเป็นข้อกำหนดพื้นฐานในการผลิตเหล็กมาตรฐานสูง ดังนั้นเมื่อได้พิจารณามติ กมอ. ซึ่งประกอบด้วยคณะผู้ทรงคุณวุฒิ จึงเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าเป็นการช่วยเติมเต็มความเป็นมาตรฐานระดับสากล ที่คณะ อนุกรรมการ กว. 84/1 และ คณะ กว. 84 ร่างขึ้นมาเพื่อให้เป็นมาตรฐานที่เหมาะสมกับบริบทของการก่อสร้างสมัยใหม่ของประเทศและภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น
อยากให้ทุกฝ่ายได้ทราบเหตุผลที่มาที่ไป ข้อเท็จจริง ถึงประโยชน์และความปลอดภัยสาธารณะ ที่จะเกิดขึ้นจากการแก้ไข มอก. เหล็กเส้นในครั้งนี้
การกำหนดกรรมวิธีการผลิตควบคู่ไปกับการทดสอบเพื่อความปลอดภัย ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์วิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นแนวปฏิบัติปกติในมาตรฐานระดับสากลหลายประเภท เช่น ล้อรถไฟตามมาตรฐาน EN 13262 กำหนดให้ผลิตจากกระบวนการ vacuum degassing คือการกำจัดก๊าซที่ละลายอยู่ในน้ำเหล็กหลอมเหลวภายใต้สภาวะสูญญากาศ และต้องใช้การตีและรีดขึ้นรูป (forging and rolling) หรือ มาตรฐาน ASME สำหรับเหล็กใช้งานภาชนะแรงดันสูงที่เข้มงวด กำหนดให้ต้องผ่านกรรมวิธี Open-hearth, basic oxygen หรือ electric arc ควบคู่กับ vacuum degassing ซึ่งเป็นการกำหนดกระบวนการต้นทาง อันเป็นเหตุผลสำคัญที่กำหนดในมาตรฐานเหล็กคุณภาพสูงทั่วโลก ก็เพื่อลดปริมาณก๊าซหรือธาตุมลทิน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทางกลที่เหมาะสม สม่ำเสมอ ควบคู่กับการทดสอบผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับ มอก.เหล็กเส้นของไทยที่ได้กำหนดแนวทางนี้ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 หรือ มาตรฐาน GB/T 1499.2-2018 ในปี พ.ศ. 2561
สำหรับการยกระดับมาตรฐาน มอก.เหล็กเส้นในครั้งนี้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยสาธารณะ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กไทยและสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพเหล็กเส้นไทยในระยะยาว มิใช่การเอื้อเฟื้อประโยชน์แก่ผู้ใด
อีกทั้งการแก้ไข มอก.ครั้งนี้เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้างของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ และ การรองรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. ยังยืนยันสนับสนุนแนวทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเหล็กของกระทรวงอุตสาหกรรมในระยะไม่กี่ปีข้างหน้า ไปสู่การผลิตด้วย electric arc furnace และการใช้พลังงานสีเขียวซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศผู้ผลิตเหล็กรายสำคัญของโลกที่มุ่งสู่การผลิตด้วย electric arc furnace การประหยัดพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพื่อยกระดับความปลอดภัยสาธารณะ สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ความยั่งยืนต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี