วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยขณะลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” ในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ว่า จากสถานการณ์ที่ค่าครองชีพของประชาชนปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สนองนโยบายรัฐบาลในการนำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนในระดับชุมชนโดยตรง ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดกระจายสินค้าของไปรษณีย์ไทย
ทั้งนี้ ตนได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานและความคิดเห็นของทั้งผู้ประกอบการและประชาชน พบว่า โครงการได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดใกล้บ้าน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง ขณะที่ผู้ประกอบการรถพุ่มพวงมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นและมีภาระต้นทุนลดลงจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ
สำหรับจังหวัดขอนแก่น มีรถพุ่มพวงเข้าร่วมโครงการจำนวน 142 คัน ครอบคลุมพื้นที่ 26 อำเภอ และจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 115 คัน ครอบคลุมพื้นที่ 16 อำเภอ โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจำนวน 14 รายการมาจำหน่ายในราคาประหยัด อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช ปลากระป๋อง น้ำปลา และน้ำยาล้างจาน ทั้งนี้ สินค้าขายดี 5 อันดับ ได้แก่ น้ำมันพืช ปลากระป๋อง น้ำยาล้างจาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผงชูรส สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าที่นำมาจำหน่ายตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมการค้าภายในใช้เครือข่ายรถพุ่มพวงทั่วประเทศกว่า 3,800 คัน ครอบคลุม 76 จังหวัด 878 อำเภอ เพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้าจำเป็นสู่ชุมชน โดยโครงการได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และขยายระยะเวลาดำเนินการไปจนถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง ทั้งการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card รวมถึงชุดสินค้าเริ่มต้น เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดแก่ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง
ด้านนายพูลลาภ นุชดอนไผ่ นายประทีป เจียงพุทซา และนายกง เทียมทะนงค์ ผู้ประกอบการรถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการ เปิดเผยตรงกันว่า หลังเข้าร่วมโครงการมีประชาชนมาเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น เนื่องจากสินค้ามีราคาถูกกว่าท้องตลาดและสามารถเข้าถึงชุมชนได้โดยตรง ส่งผลให้ยอดจำหน่ายและรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่การสนับสนุนด้านค่าน้ำมันจากภาครัฐช่วยลดภาระต้นทุนและทำให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ประชาชนผู้ใช้บริการสะท้อนว่า โครงการช่วยให้สามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้ในราคาประหยัด มีป้ายราคาแสดงชัดเจน ไม่ต้องเดินทางไกล ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง โดยประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการเพิ่มรายการสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมากขึ้น เช่น น้ำตาลทราย นมข้นหวาน และซอสปรุงรส รวมทั้งเสนอให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างต่อเนื่อง
“กรมการค้าภายในขอให้ประชาชนสังเกตรถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการจากสัญลักษณ์ ‘ไทยช่วยไทย’ ป้ายโปสเตอร์ และป้ายแสดงราคาจำหน่าย โดยรถที่เข้าร่วมโครงการต้องจำหน่ายสินค้าตามราคาที่กำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะได้รับสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดและเป็นธรรม ทั้งนี้ กรมฯ จะนำข้อเสนอแนะของประชาชนและผู้ประกอบการไปพิจารณาปรับปรุงและพัฒนามาตรการ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์การลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการมากที่สุด” นายฉันทพัทธ์ กล่าว
-032
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี