542.jpg
รัฐทุบโต๊ะรื้อสัญญาซื้อไฟ เป้าแรกกลุ่มSPP/VSPP-ยังไม่แตะIPP

รัฐทุบโต๊ะรื้อสัญญาซื้อไฟ เป้าแรกกลุ่มSPP/VSPP-ยังไม่แตะIPP

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.55 น.

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยภายหลังการประชุมที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมมีมติสำคัญในการปรับปรุงแนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากภาคเอกชนเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งคณะกรรมการฯพบว่าปัญหาหลักคือสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนขนาดเล็ก และขนาดเล็กมาก (SPP/VSPP) ที่มีการทำสัญญาระหว่างภาครัฐกับเอกชนในอดีต ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) มีลักษณะเป็นสัญญาชั่วนิรันดร์ที่มีการต่ออายุโดยอัตโนมัติให้กับภาคเอกชนเมื่อหมดสัญญา

นอกจากนี้ราคารับซื้อเดิมยังอ้างอิงจากราคาขายส่งบวกด้วยค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ซึ่งสูงถึงกว่า 3 บาทต่อหน่วย ทั้งที่โรงไฟฟ้าประเภทนี้ไม่มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิงที่แท้จริง เพราะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนคือลมและไฟฟ้า คณะกรรมการจึงพิจารณาปรับราคารับซื้อใหม่ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่ถูกลง โดยอ้างอิงราคาจากโครงการโซลาร์ชุมชนที่ 2.16 บาทต่อหน่วย โดยจะใช้กับโรงไฟฟ้าประเภทโซลาร์เซลล์ก่อน เพราะมีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะมีการกำหนดราคารับซื้อใหม่อีกครั้ง


ทั้งนี้ในการดำเนินการกับสัญญาในลักษณะนี้คณะกรรมการได้ข้อสรุปที่จะดำเนินการโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ครบอายุสัญญา 25 ปีแล้ว โดยปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 515 สัญญา รวมกำลังการผลิตราว 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งกลุ่มนี้เดิมมีการต่อสัญญาอัตโนมัติครั้งละ 3-5 ปี มติใหม่คือจะไม่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติอีกต่อไป โดยจะให้ต่อได้อีกเพียง 1 รอบตามระยะเวลาในสัญญาเดิม เช่น 3 หรือ 5 ปี และต้องใช้ราคารับซื้อที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเท่านั้น หากครบกำหนดนี้แล้วจะถือว่าสิ้นสุดสัญญาทันที  2.กลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุน (Adder) มาครบ 10 ปี แต่ยังไม่ครบอายุสัญญา 25 ปี ตามสัญญาที่ได้ทำไว้ ซึ่งในส่วนนี้มีประมาณ 46 สัญญา มีกำลังการผลิตที่ขายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วประมาณ 1,478 เมกะวัตต์) โดยกลุ่มนี้ถือว่าคุ้มทุนค่าก่อสร้างแล้วในช่วงที่ได้รับค่า Adder ดังนั้นในช่วงเวลาที่เหลือของสัญญาจะถูกปรับลดราคารับซื้อลงมาอยู่ที่ 2.16 บาทต่อหน่วยเช่นกัน  ส่วนกลุ่มที่ยังไม่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (Non-COD) ที่มีอยู่ประมาณ 4 สัญญา มีกำลังการผลิตรวม 67 เมกะวัตต์ โดยกลุ่มนี้หากล่วงเลยกำหนด COD มาแล้ว 2 ปีโดยไม่มีความคืบหน้า จะมีการพิจารณายกเลิกสัญญาเป็นรายกรณี

นายดนุชา กล่าวอีกว่า หากจะถามว่าค่าไฟจะลดลงได้เท่าไหร่ ต้องบอกว่าขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ปรับปรุงชัดเจน แต่การปรับค่า FT ในส่วนนี้ให้ลดลงสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงก็จะมีประโยชน์ต่อค่าไฟโดยรวมของประชาชน เพราะการปรับโครงสร้างราคาใหม่นี้จะทำการปลดส่วนที่เป็น FT ออกไปเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ณ ปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีราคาถูกลงมากแล้ว โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังอยู่ระหว่างการคำนวณตัวเลขว่าผลจากการปรับปรุงสัญญาจะลดค่าไฟลงได้เท่าใด โดยการลดลงของค่าไฟฐานอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในงวดนี้ทันที เนื่องจากต้องรอให้มีการทยอยแก้ไขสัญญาระหว่างการไฟฟ้าและเอกชนให้ครบถ้วนก่อน

สำหรับสัญญาของโรงไฟฟ้า IPP  เนื่องจากสัญญามีความซับซ้อนและทำขึ้นคนละช่วงเวลา คณะกรรมการจึงมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาปรับปรุงค่า AP และค่าพลังงานไฟฟ้า (EP) โดยเฉพาะเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อค่าไฟฟ้าฐานของประชาชน แต่ในส่วนนี้จะเป็นการปรับปรุงสัญญาในส่วนต่อไป โดยในขณะนี้รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขสัญญาในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่สัญญาไม่เป็นธรรมก่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top