542.jpg
ส.อ.ท.ชี้ศก.ไทยยังเปราะบางส่งออกโตบางกลุ่มอุตฯส่วนใหญ่แย่

ส.อ.ท.ชี้ศก.ไทยยังเปราะบางส่งออกโตบางกลุ่มอุตฯส่วนใหญ่แย่

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังสามารถมองในเชิงบวกได้ แต่เป็นบวกแบบต้องระมัดระวัง เพราะแรงส่งทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัวทั่วถึง  ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันด้านราคา และมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น สัญญาณบวกจากการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูงจากกระแส AI และ Data Center ส.อ.ท. เห็นว่ายังไม่ควรมองตัวเลขส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะหากการส่งออกเติบโตจากสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง ผลต่อการจ้างงาน รายได้ผู้ประกอบการไทย และห่วงโซ่อุปทานในประเทศจะยังไม่เต็มที่


                สำหรับประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้น คือ แนวโน้มการขาดดุลการค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 25,209 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่านำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาต่ำ หากปล่อยให้การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการผลิตภายในประเทศ จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และทำให้โรงงานบางกลุ่มฟื้นตัวช้ากว่าภาพรวมเศรษฐกิจปัญหาดังกล่าวนี้สะท้อนผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ระดับ 60% เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์หนัง เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก เภสัชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ เมื่อโรงงานเดินเครื่องต่ำ ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงขึ้น สภาพคล่องตึงตัวขึ้น การลงทุนใหม่ชะลอ และสุดท้ายอาจกระทบการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทาน โดยส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมของคนไทยที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)   



               ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสและการเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีลักษณะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น ดังนั้น โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ ภาครัฐควรต่อยอดแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจดังกล่าวให้เชื่อมโยงไปสู่การสร้างคำสั่งซื้อแก่ผู้ผลิตไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการที่ตรงจุด ต่อเนื่อง และสามารถกระจายประโยชน์ไปยังภาคการผลิตในประเทศได้อย่างแท้จริง และแรงส่งสำคัญที่ภาครัฐควรเร่งขับเคลื่อนในช่วงครึ่งปีหลัง คือการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปัจจุบันในช่วง 9 เดือนแรก มีการเบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้วประมาณ 420,000 ล้านบาท หรือประมาณ 52% ของวงเงินงบลงทุนทั้งหมด ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือน จึงควรเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ไม่น้อยกว่า 75% ตามแผนของกระทรวงการคลัง 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top