วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน“I-EA-T Fair 2026” ภายใต้แนวคิด “One Mind, One I-EA-T Powering Global Industry กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญภาวะ “Poly Crises” หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ ความผันผวนของพลังงาน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังกดดันห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิตทั่วโลก สำหรับประเทศไทยซึ่งยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบจำนวนมาก ความผันผวนดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันมาตรการการค้าใหม่ของโลก เช่น กลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบด้านความยั่งยืนของสหภาพยุโรป (EUDR) กำลังเปลี่ยนความยั่งยืนจากทางเลือก เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาดโลก
ทั้งนี้เราจึงเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคการผลิตสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” และ “อุตสาหกรรมดิจิทัล” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยได้จัดวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 20,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดการใช้พลังงาน และก้าวสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวได้เร็วขึ้น พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ และปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้วิสัยทัศน์ “AI² หรือ AI ยกกำลังสอง”ด้วยการผสานพลังระหว่าง Artificial Intelligence และ Agriculture Industry หรืออุตสาหกรรมเกษตร เพื่อยกระดับภาคเกษตรแปรรูปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงเร่งลดขั้นตอนขออนุญาต ปลดล็อกกฎระเบียบ และอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ ผ่านมาตรการ Regulatory Guillotine ดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ ทั้งนี้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางการลงทุนหรือ Safe Zone สำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยปัจจุบัน กนอ. ดูแลนิคมอุตสาหกรรม 69 แห่ง และท่าเรืออุตสาหกรรม 1 แห่ง ครอบคลุม 16 จังหวัด พร้อมโครงสร้างพื้นฐานมาตรฐานสากล เขตปลอดอากร และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
“ในช่วงที่หลายบริษัทกำลังทบทวนห่วงโซ่อุปทานและมองหาฐานการผลิตใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยมีจุดแข็งจากทำเลยุทธศาสตร์ ความเป็นกลาง และระบบนิคมอุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับการลงทุนระดับโลก ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนและเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ประเทศ”นายวราวุธ กล่าว
นางเมลินดา กู๊ด (Ms. Melinda Good) ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทยและเมียนมา (Division Director, World Bank Thailand and Myanmar) กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ทุกประเทศกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านใหญ่ 4 มิติ ได้แก่ ดิจิทัล พลังงาน สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนต่ำอีกต่อไป แต่วัดกันที่ “ความพร้อมในการปรับตัวและยืดหยุ่นต่อแรงกระแทก” (Readiness & Resilience) โดยทุนระดับโลกจะเลือกปฏิบัติตามความพร้อมด้านกำลังคน (Talent) โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด และความยั่งยืน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง
ทั้งนี้ ธนาคารโลกมีความเห็นสอดคล้องกับกระทรวงอุตสาหกรรมว่า “คน” คือศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่าน โดยแรงงานแห่งอนาคตต้องสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน พร้อมแสดงความมั่นใจในศักยภาพของไทยที่มีรากฐานแข็งแกร่ง ทั้งทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์ และฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลาย โดยมองว่าความสำเร็จในทศวรรษหน้าจะวัดที่ “คุณภาพของการเติบโต” ที่กระจายประโยชน์สู่สังคมอย่างทั่วถึง ซึ่งประเทศที่สามารถหลอมรวมขีดความสามารถ ความยั่งยืน นวัตกรรม และทุนมนุษย์เข้าด้วยกันได้ จะเป็นผู้ชนะในอนาคต และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กิจกรรม I-EA-T Fair 2026 ถือเป็นเวทีระดับสากลและก้าวสำคัญของภาคอุตสาหกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม และพันธมิตรระดับนานาชาติ ได้ร่วมนำเสนอศักยภาพความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมไทยในการรองรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย กนอ. มุ่งมั่นปรับบทบาทจากผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสู่การเป็น “พื้นที่เศรษฐกิจคุณภาพสูง” ที่เป็นศูนย์กลางการผลิต การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขยายเครือข่ายธุรกิจ และสร้าง Business Ecosystem ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ผ่านการลดข้อจำกัดทางกฎหมาย ยกระดับระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ และการบริหารจัดการด้วยระบบดิจิทัลขั้นสูง ตลอดจนการยกระดับมาตรฐาน ESG และ Green Supply Chain
ทั้งนี้ภายในงาน มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การบริหารจัดการทรัพยากรและวัสดุที่ไม่ใช้แล้วภายในนิคมอุตสาหกรรมแบบ Closed-Loop ภายในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง กนอ. และผู้ประกอบการรวม 24 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการพึ่งพาอาศัยกันทางอุตสาหกรรม (Industrial Symbiosis) โดยมีเป้าหมายดึงขยะและวัสดุเหลือใช้กลับเข้าสู่ระบบแปรสภาพให้ได้ราว 200,000 ตันต่อปี ช่วยยกระดับสัดส่วนเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่เพิ่มขึ้น 13–16 เท่า โครงการนี้คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท และจะสร้างคุณค่าตอบแทนครอบคลุม 3 มิติ คือ ด้านเศรษฐกิจ ที่ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งรวมกันหลายสิบล้านบาทต่อปี ด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 115,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป) และด้านสังคม ผ่านการสร้างงานสีเขียว (Green Jobs) ในจังหวัดระยอง พร้อมจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมยกระดับทักษะบุคลากร (HRD) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืน
โดยในการจัดงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในครั้งนี้ มีผู้บริหาร พันธมิตร และเครือข่ายอุตสาหกรรมเข้าร่วมกว่า 400 คน จากกว่า 100 บริษัท นับเป็นหมุดหมายและพื้นที่แห่งความร่วมมือครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่พร้อมพรั่งของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ที่เติบโตอย่างสมดุล ทั้งในด้านเม็ดเงิน เทคโนโลยี และการรักษาสิ่งแวดล้อมบนเวทีโลกอย่างมั่นคง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี