กขค. เดินหน้าคุมเข้มธุรกิจ พร้อมสั่งคดีค้าน้ำมันเชื้อเพลิง 2 คดีใหญ่
วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.
พลตำรวจโทพิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า(กขค.) เปิดเผยว่า ทาง กขค.ได้คุมเข้ทบทบาทกำกับดูแลเชิงรุกในหลายมิติ ทั้งการควบคุมธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลและการตรวจสอบพฤติกรรมผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง หลังพบสัญญาณความไม่เป็นธรรมทางการค้าในหลายอุตสาหกรรม สะท้อนความพยายามของหน่วยงานกำกับดูแลในการรักษาสมดุลระหว่างผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่และรายย่อยท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน
ด้านธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล หลังประกาศ กขค. ว่าด้วยแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้านประเภทอีคอมเมิร์ซมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 25 มีนาคม 2569 พบว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 สำนักงาน กขค. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการค้าของแพลตฟอร์มดิจิทัลรวม 17 เรื่อง โดย 7 เรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีแล้วและถูกสั่งเร่งรัดดำเนินการ ส่วนอีก 10 เรื่องเป็นเรื่องร้องเรียนใหม่ อยู่ระหว่างพิจารณา 7 เรื่อง และอีก 3 เรื่องอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 (ข้อมูล ณ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569) ประเด็นร้องเรียนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขจำกัดทางเลือกขนส่งสินค้า การจัดโปรโมชันโดยไม่แจ้งร้านค้าล่วงหน้า การบังคับคู่ค้าร่วมแคมเปญ การคืนสินค้าที่ไม่เป็นไปตามนโยบาย และการเก็บค่าธรรมเนียมที่อาจไม่เป็นธรรม
เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว กขค. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลและป้องปรามพฤติกรรมทางการค้าในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล มีพลตำรวจโทพิทยา ศิริรักษ์ เป็นประธาน ร่วมด้วยกรรมการ กขค. และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการค้าภายใน สคบ. สพธอ. และสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย โดยในการประชุมล่าสุด คณะอนุกรรมการฯ ได้เสนอให้สำนักงาน กขค. ใช้อำนาจตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า เรียกให้ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มชี้แจงโครงสร้างค่าธรรมเนียมเพื่อประกอบการพิจารณามาตรการกำกับดูแลเร่งด่วนต่อไป
ขณะเดียวกัน ในตลาดพลังงาน กขค. ได้ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันผันผวนและปัญหาขาดแคลนน้ำมันช่วงเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งทำให้สถานีบริการหลายแห่งต้องจำกัดปริมาณเติมน้ำมันหรือหยุดให้บริการชั่วคราว ประชาชนต้องต่อแถวรอเติมน้ำมันเป็นเวลานาน แม้ในช่วงแรกจะยังไม่มีคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการ แต่ กขค. ได้มอบหมายสำนักงานฯ บูรณาการร่วมกับกระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร และสำนักงานพลังงานจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันและสอบถ้อยคำผู้เกี่ยวข้องในหลายจังหวัดต่อเนื่องระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2569 จนนำไปสู่มติรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี 2 เรื่อง
คดีแรก เป็นกรณีคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทองจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้ผู้ค้ารายย่อยในราคาสูงถึงประมาณ 40.50 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาต้นทุนอ้างอิงของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานอยู่ที่เพียง 29-31 บาทต่อลิตร ส่วนต่างดังกล่าวคิดเป็นกำไรส่วนเกินราว 4.45 ล้านบาทในช่วงวันที่ 5-19 มีนาคม 2569 ซึ่งคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการจังหวัดอ่างทองมีมติเอกฉันท์ว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายราคาสินค้าและบริการ และแจ้งความไว้แล้วตั้งแต่ 27 มีนาคม 2569 ด้าน กขค. เห็นว่าพฤติกรรมนี้อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 50(1) และ/หรือมาตรา 57(1) แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นคนละฉบับกับกฎหมายราคาสินค้าฯ จึงมีมติรับเป็นคดี
คดีที่สอง เกี่ยวกับการจำกัดปริมาณจำหน่ายน้ำมันในภาพรวมของประเทศ จากการสอบถ้อยคำผู้ประกอบการสถานีบริการ สหกรณ์การเกษตร และผู้ค้าส่ง (Jobber) ในหลายจังหวัด พบว่าผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่กำหนดโควตาจำกัดปริมาณจำหน่ายให้สถานีในเครือ และงดจำหน่ายให้ผู้ค้าส่งในช่วงวันที่ 4-25 มีนาคม 2569 ขณะที่ราคาขายส่งให้ผู้ค้าส่งกลับสูงกว่าราคาขายปลีกถึงราว 5 บาทต่อลิตร ผิดปกติจากภาวะทั่วไปที่ราคาขายส่งควรต่ำกว่าขายปลีก 1-3 บาทต่อลิตร มาตรการจำกัดโควตาถูกยกเลิกหลังราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตรเมื่อ 26 มีนาคม 2569 สำนักงาน กขค. ยังลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกเพิ่มเติมระหว่างวันที่ 15-16 กรกฎาคม 2569 เก็บถ้อยคำผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอีก 8 ราย ซึ่งให้ข้อมูลตรงกันว่าผู้ค้ารายใหญ่จำกัดการจัดสรรน้ำมันให้ผู้ค้าส่งโดยอ้างต้องสำรองให้สถานีในเครือก่อน แต่สถานีในเครือเองก็ไม่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ค้าส่งและสถานีอิสระต้องหันไปซื้อจากโรงกลั่นแห่งเดียวที่ยังเปิดขาย ในราคาสูงขึ้นและต้องรอนานกว่าปกติ 4-6 วัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดกิจการชั่วคราว สูญเสียรายได้ ต้นทุนพุ่งสูง บางรายขาดทุนหรือถึงขั้นต้องเลิกกิจการ
กขค. พิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการกำหนดเงื่อนไขไม่เป็นธรรม การระงับ ลด หรือจำกัดการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเพื่อลดปริมาณสินค้าให้ต่ำกว่าความต้องการของตลาด และกีดกันคู่ค้าอย่างไม่เป็นธรรม เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 50(2)(3) และมาตรา 57(1)(2)(3) แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า จึงมีมติเอกฉันท์รับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีต่อไป
การดำเนินการทั้งสองด้านสะท้อนแนวทางที่ กขค. เดินหน้าใช้กลไกทางกฎหมายเข้าตรวจสอบพฤติกรรมทางการค้าที่อาจไม่เป็นธรรมอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งในโลกดิจิทัลและตลาดพลังงานซึ่งกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
-032