วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 จากกรณีคนร้ายโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนเสียชีวิต 5 นาย และมีประชาชนบาดเจ็บ 6 คน โดยในจำนวนนั้นมีเด็กวัยเพียง 3 ขวบ และ 10 ขวบ รวมอยู่ด้วย
ล่าสุด นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ความรุนแรงที่นราธิวาสกับสัญญาณต่อต้านแนวทางการเมืองและกระบวนการสันติภาพ ] วันสองวันนี้เกิดเหตุรุนแรงในนราธิวาสอีกระลอกครับ ผมขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหล่านั้น ทั้งกำลังพลและพลเรือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรง ขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของผู้ที่สูญเสียทุกคนทุกนาย โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้
ผมยังคงต้องยืนยันอีกครั้งว่าการใช้กำลัง-ไม่ว่าจะกระทำโดยใครหรือฝ่ายใด-นอกจากจะต้องได้รับการประณามแล้ว วิธีการเช่นนี้ไม่ใช่หนทางในการคลี่คลายความขัดแย้งที่เรามีมาเนิ่นนานข้ามชั่วรุ่น อีกทั้งยังต้องยืนยันด้วยว่าความรุนแรงไม่สามารถทำให้แต่ละฝ่ายบรรลุเป้าหมายของตนเองได้
สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพนักงานสอบสวน ผมขอสนับสนุนการทำงานของพวกท่านในการรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนและติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ดี การทำงานตามอำนาจหน้าที่เช่นนี้ในสถานการณ์ความขัดแย้งนั้นไม่ง่าย เพราะแม้จะสรุปสำนวนคดีส่งอัยการได้ แต่ในเมื่อความขัดแย้งในภาพใหญ่นั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งพร่องลงไปในระยะหลัง ก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นความท้าทายอย่างมากครับ
จากข้อมูลเท่าที่มีในขณะนี้ ผมพอจะมีข้อสังเกต ดังนี้ครับ
เรื่องแรก เหตุการณ์คาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง (21 ก.ค.) และเหตุการณ์กราดยิงด่านตรวจกลางตันหยงมัส (22 ก.ค.) อาจสัมพันธ์กันหรือไม่ก็ได้ครับ แต่ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นขีดความสามารถในระดับยุทธวิธีของผู้ก่อเหตุ ในด้านกลับกันก็สะท้อนข้อจำกัดในเชิงยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นฝ่ายตั้งรับ ความจริงที่ยากจะยอมรับก็คือขีดความสามารถและความพร้อมของกำลังพลนั้นยังคงมีอยู่อย่างจำกัด การรับมือกับ “สงครามยืดเยื้อ” เช่นนี้ทำให้เกิดภาวะล้า ความจริงข้อนี้ผู้ที่อยู่ระดับผู้บังคับบัญชาน่าจะรู้ดี แต่คงยากที่จะยอมรับต่อสาธารณะ
ลองพิจารณาดูว่า “สถานีตำรวจ” และ “ด่านตรวจ” เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างไร แต่กลับกลายเป็นเป้าโจมตีได้อีกในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่นับว่ากรณีของสถานีตำรวจตันหยงที่อยู่ใกล้เขตพระราชฐานนั้น จะส่งผลสะเทือนในทางสัญลักษณ์อย่างไร
หากไม่มีการปรับเปลี่ยนจุดเน้นในระดับยุทธศาสตร์ของแนวทางการแก้ไขปัญหา ปัญหาในทางยุทธวิธีเช่นนี้ก็อาจจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป
ในภาพใหญ่ เรากำลังเข้าสู่ปี 2570 ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติเคยปักหมุดเอาไว้ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนผ่านและถ่ายโอนภารกิจจากหน่วยงานพิเศษสู่หน่วยงานปกติ เหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะนี้ก่อคำถามว่าเรามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด เป้าหมายที่เคยวางไว้ในช่วงรัฐบาลประยุทธ์จะบรรลุผลหรือไม่? --- ทิศทางใหญ่เช่นนี้จึงเป็นภารกิจของรัฐบาลครับ ท่านนายกฯ อนุทิน และรัฐบาลสีน้ำเงินจะเอาอย่างไรต่อ
เรื่องที่สอง ทำไม่เหตุการณ์ในนราธิวาสถึงแรงขึ้น ผมเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว ในภาพรวมความรุนแรงเริ่มส่งสัญญาณเพิ่มสูงขึ้นมาในช่วง 2 ปีหลังมานี้ แต่สำหรับนราธิวาส การเผชิญหน้าโดยการใช้กำลังนั้นแตกต่างไปจากอีก 2-3 จังหวัดที่เหลือ เป็นไปได้อย่างมากว่าเป็นผลมาจากการสับเปลี่ยนกำลังของฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะผู้นำหน่วยทหารในพื้นที่ แต่ก็ต้องประเมินการควบคุมกองกำลังของบีอาร์เอ็นในเขตนี้และการเลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมืองและอาชญากรรมอื่น ๆ ในท้องถิ่นด้วยเช่นกัน
ไม่นับว่าเหตุการณ์ลอบยิง สส. ก็เกิดขึ้นในเขตจังหวัดนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แม้จะเป็น “เหตุการณ์หนึ่ง” แต่ส่งผลสะเทือนในทางการเมืองและต่อความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ เพราะมีข้อมูลว่าสัมพันธ์กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” จำนวนหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่านราธิวาสเป็นจังหวัดที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) หนาแน่นที่สุด กล่าวคือมี 10 ใน 13 อำเภอที่มีการประกาศใช้ คิดเป็น 77% ของพื้นที่ ในขณะที่ปัตตานีและยะลา มีเพียง 42% และ 38% ตามลำดับ
เรื่องที่สาม ความรุนแรงระลอกย่อย ๆ นี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีข่าวความคืบหน้าการพูดคุยสันติภาพ (สันติสุข) ที่รื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังรัฐบาลตั้งผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเป็น “หัวหน้าการพูดคยฯ” และส่งคณะทำงานเชิงเทคนิคไปพบปะหารือกับผู้แทนบีอาร์เอ็น จนมีความคืบหน้าอย่างมาก หนึ่งในเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายจะต้อง “ทำงานร่วมกัน” ก็คือ “การยุติความรุนแรงชั่วคราว” ภายในพื้นที่และกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการแสวงหาข้อสรุปในเรื่องยาก ๆ ร่วมกันต่อจากนั้น
จากประสบการ์ในการติดตามพัฒนาการเหล่านี้มาหลายปี ในช่วงเวลาที่เริ่มมีความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ เหตุการณ์ความรุนแรงจะปะทุขึ้นอย่างน่ากังวล ผลกระทบสำคัญคือทำให้แรงสนับสนุนต่อการแสวงหาทางออกด้วยสันติวิธีนี้จะถูกตั้งคำถามและต่อต้าน กระทั่งหยุดชะงักลงไป ในขณะที่เสียงเรียกร้องมาตรการที่แข็งกร้าวจะดังมากขึ้น เท่าที่มีข้อมูลอยู่ในเวลานี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพ
พวกเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มไหนหรือฝ่ายไหน ต้องการบ่อนทำลายการแสวงหาทางออกด้วยแนวทางการเมืองและสันติวิธี เพราะพวกเขาเชื่อว่าความรุนแรงเหล่านี้จะยิ่งทำให้คนแยกขั้วแบ่งข้างและเรียกร้องการใช้กำลังตอบโต้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เหมือนในอดีตที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่ปี
ความรุนแรงตลอด 23 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ผ่านความสูญเสียเกือบ 8 พันคน พลเรือนและประชาชนคนธรรมดาเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด (ข้อมูลล่าสุดจาก DSW) วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ รังแต่จะทำให้ความรุนแรงเหล่านี้วนลูปต่อไป
ในสถานการณ์เช่นนี้ เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลและผู้บังคับบัญชาในระดับชั้นต่าง ๆ จะสำคัญอย่างมาก เพราะจะเป็นการกำหนดทิศทางของการแก้ไขปัญหา โดยที่ไม่ให้ “ความรุนแรง” เหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจ ผมอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงโดยมุ่งเน้นไปที่งานยุทธศาสตร์อย่างการพูดคุยสันติภาพด้วยความหนักแน่น
ผมเชื่อว่ารัฐบาลยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์สำคัญ แต่ต้องทำให้ประชาชนและกำลังพลในระดับปฏิบัติมั่นใจได้ว่าแนวทางเหล่านี้จะนำไปสู่การยุติความรุนแรงและแสวงหาข้อตกลงที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้
ในฐานะ สส.พรรคฝ่ายค้าน การติดตามสถานการณ์และสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นงานพื้นฐานครับ มากกว่านั้นคือให้ข้อเสนอแนะรัฐบาลต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ควรจะเป็น ผมขอสนับสนุนหน่วยงานในการแสวงหาผู้ที่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็ขอสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานให้หนักแน่นและเดินหน้ากระบวนการสันติภาพต่อไปครับ
หลังจากโพสต์นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก เช่น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี