วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าครึ่งปีแรกและยังอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่แรงหนุนจากภาครัฐจะเริ่มแผ่วลง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกกลับมากดดันเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมอีกครั้ง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาสะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นบ้าง หลังแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายลงชั่วคราว ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมต่างปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะองค์ประกอบที่สะท้อนมุมมองในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นโดยรวมยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม และต้องจับตาตัวเลขเดือนกรกฎาคมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว
ด้านดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม้จะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นบ้าง แต่ในระยะต่อไปยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัวสูงขึ้นตามความรุนแรงของสงครามที่กลับมาทวีความเข้มข้น ขณะที่ภาคการลงทุนและการส่งออกยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลาง รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปซึ่งเคยได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามเริ่มกลับเข้ามา ทว่าแรงหนุนดังกล่าวยังมีความเปราะบางและอาจพลิกกลับได้หากสถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นอีก
SCB EIC ประเมินว่าไตรมาส 4 จะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เนื่องจากแรงส่งจากภาครัฐที่เคยพยุงเศรษฐกิจจะเริ่มลดลง ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากภายนอกกลับมีน้ำหนักมากขึ้นในจังหวะเดียวกัน โดยความเสี่ยงหลักมาจากสงครามตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ ประเด็นภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ ซึ่งไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 12.5% รวมถึงประเด็นแรงงานภาคบังคับ และความเสี่ยงจากมาตรการภาษีเพิ่มเติมในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 16 ประเทศที่อยู่ระหว่างการถูกสอบสวน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ Super El Nino ที่อาจฉุดผลผลิตภาคเกษตรให้ลดลง ซ้ำเติมต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่แล้ว และกดดันรายได้เกษตรกรตลอดปีนี้
ในด้านนโยบายภาครัฐ แม้จะมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถสร้างแรงส่งใหม่ให้เศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยจะช่วยพยุงกำลังซื้อในไตรมาส 3 ขณะที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าแผนใช้เงินกู้วงเงิน 4 แสนล้านบาทได้ต่อไป โดยเฉพาะงบด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานมูลค่า 2 แสนล้านบาท แม้คาดว่าจะต้องใช้เวลาในการพิจารณาคัดเลือกโครงการที่เหมาะสม ทั้งนี้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ที่ขยายตัวเพียง 0.2% พร้อมงบลงทุนที่หดตัวถึง -8.4% จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ทางการคลังของรัฐบาลเริ่มมีจำกัดมากขึ้น
นอกจากนี้ ภาครัฐยังเดินหน้ามาตรการพยุงราคาพลังงาน โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาเข้าชดเชยราคาน้ำมันอีกครั้งหลังราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กระทรวงพลังงานเตรียมนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นน้ำมันมาช่วยตรึงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตร ส่วนราคาค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2569 มีแนวโน้มจะถูกตรึงไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยต่อเนื่อง โดยจะนำเงินส่วนเกินจากการลงทุนของกลุ่มการไฟฟ้าฯ หรือที่เรียกว่าเงิน Claw back มาช่วยอุดหนุน
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย SCB EIC มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดทั้งปีนี้ เนื่องจากเงินเฟ้อของไทยยังคงมีที่มาหลักจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ โดยข้อมูลเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย และมีสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานโลก มองไปข้างหน้าโอกาสที่เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นอย่างยืดเยื้อยังมีจำกัด ทำให้ กนง. ยังมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อประคองเศรษฐกิจต่อไปได้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีทิศทางดีขึ้น แต่การขยายตัวยังไม่ทั่วถึงและต่ำกว่าระดับศักยภาพ ขณะที่ครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEs ยังเผชิญภาวะการเงินตึงตัวต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs มากขึ้นในระยะข้างหน้า
ในภาพรวมเศรษฐกิจโลก ช่วงที่เหลือของปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้น ประกอบกับนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดย SCB EIC ยังคงประมาณการเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 2.5% ในปีนี้ แต่ประเมินว่าน้ำหนักความเสี่ยงด้านลบในช่วงที่เหลือของปีเพิ่มสูงขึ้น หลังข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสิ้นสุดลง ส่งผลให้สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และตลาดแรงงานที่มีเสถียรภาพ แต่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและนโยบายการค้าอาจเข้ามาจำกัดความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ขณะที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวชะลอลงในไตรมาส 2 สะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ ทำให้ต้องพึ่งพาภาคการผลิตและการส่งออกมากขึ้น ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้รับแรงหนุนจากค่าจ้างที่ปรับสูงขึ้นและการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตดี ส่วนเศรษฐกิจยูโรโซนขยายตัวในระดับต่ำตามภาคการผลิตที่ชะลอตัวลง โดยในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องจับตาความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ที่จะบังคับใช้กับประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งจะกดดันการค้าโลกในระยะต่อไป
ภาวะการเงินโลกยังคงมีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารกลางหลักบางแห่งอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดทั้งปี ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้สู่ระดับ 2.5% ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดปี ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าต้นทุนทางการเงินของโลกจะยังไม่ผ่อนคลายลงได้เร็วนัก โดยเฉพาะหากสถานการณ์ตะวันออกกลางผลักดันให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีกครั้งในระยะข้างหน้า
-032
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี