วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน และทำสถิติส่งออกสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากเดือนมีนาคม 2569 ที่ทำได้ 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกเพิ่มขึ้น 23.1% ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่า 41,190.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 50.3% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 6,534.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนภาพรวมการส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกเพิ่มขึ้น 17.7% การนำเข้า มีมูลค่า 228,485.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 38% ทำให้ไทยขาดดุลการค้า 31,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว มาจากการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ทำให้มีความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น การเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือนโยบายการค้าใหม่สหรัฐฯ การขยายตัวของภาคการผลิตในประเทศคู่ค้าช่วยหนุนความต้องการสินค้าไทย ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น เป็นการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ แต่ที่พิเศษขึ้นมา คือ การนำเข้าทองคำ ที่มีสัดส่วนถึง 7.2% เพิ่มสูงถึง 191.7% เพราะราคาทองคำลดลง ทำให้มีการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 6.5% หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยสินค้าเกษตร ลดลง 10.8% หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 0.9% หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ลดลง อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่ม ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ส่วนสินค้าที่ขยายตัว อาทิ ยางพารา น้ำตาลทราย อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และไก่แปรรูป ทั้งนี้ 6 เดือนแรกปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 3.2%
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 25.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ หม้อแบตเตอรีและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม ทั้งนี้ 6 เดือนแรกปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 21.6%
ด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี โดยตลาดหลัก เพิ่มขึ้น 25.5% ซึ่งโดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 44.3% จีน 4.9% ญี่ปุ่น 22.7% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) 22.3% และอาเซียน (5 ประเทศ) 40.5% แต่ตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ลดลง 5.6% ส่วนตลาดรอง เพิ่มขึ้น 15.9% ขยายตัวในทวีปออสเตรเลีย 32.7% ทวีปแอฟริกา 9.9% ลาตินอเมริกา 50.7% รัสเซียและกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) 5.1% และสหราชอาณาจักร 15.6% ขณะที่เอเชียใต้ ลดลง 6.3% ตะวันออกกลาง ลดลง 6.9% และตลาดอื่นๆ ลดลง 59.9%
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกครึ่งปีหลัง 2569 คาดว่าจะชะลอตัวลง หลังจากมีการเร่งนำเข้าไปก่อนหน้านี้ โดยปัจจัยหลักที่หนุนการส่งออก มาจากความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีปัจจัยลบจากสถานการณ์ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มกลับมารุนแรง รวมถึงความไม่แน่นอนที่เกิดจากมาตรการการค้าและอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทั้งนี้จากแนวโน้มดังกล่าว ได้ประเมินการส่งออกปี 2569 ไว้ 3 กรณี คือ กรณีดีสุด เพิ่มขึ้น 11% เป็นกรณีที่ได้อานิสงค์จากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และภาษีสหรัฐฯ อยู่ในวงจำกัด เงินบาทอ่อนค่า ,กรณีฐาน เพิ่มขึ้น 8% สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงส่ง ภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อแต่ไม่ลุกลาม ภาษีสหรัฐฯ อยู่ในระดับรับมือได้ เงินบาททรงตัว และกรณีต่ำสุด เพิ่มขึ้น 5% อิเล็กทรอนิกส์ชะลอตัว แรงกดดันสงครามลุกลามทำการค้าโลกชะงัก และภาษีสหรัฐฯ ขยายวงกว้างครอบคลุมหลายสินค้า อย่างไรก็ตามจะประเมินอีกครั้งหลังจากได้ตัวเลขการส่งออกเดือนกรกฎาคม 2569
ส่วนมาตรการภาษีตามมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่โดนภาษีนำเข้า 12.5% นั้น ถ้ามองลึกๆ มีสินค้าอีกกว่า 2,000 รายการ ที่ได้รับยกเว้น ซึ่งอิเล็กทรอนิกส์ก็อยู่ในนี้ ทำให้การส่งออกยังไปได้ ส่วนสินค้าที่เหลือโดนเพิ่มมาไม่มาก คือเพิ่มขึ้นอีก 2.5% แต่ไทยอาจเสียเปรียบคู่แข่งอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียที่โดนภาษีต่ำกว่า คือโดนภาษีประมาณ 10% ส่วนประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน(Excess Capacity) กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าไทยไม่มีนโยบายอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด และกำลังเจรจาในกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART) เพื่อหาข้อสรุปเรื่องอัตราภาษีในอนาคต โดยสินค้าที่ต้องเฝ้าระวังคือ รถยนต์ ส่วนประกอบ และเครื่องจักร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี