วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมดัชนีอุตสาหกรรม ครั้งที่ 7/2569 เพื่อพิจารณาดัชนีอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายน 2569 และรับฟังข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งแลกเปลี่ยนสถานการณ์ของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โดยมอบหมายให้ สศอ. เร่งดำเนินการปรับปรุงดัชนีอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรมในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย พร้อมรองรับนโยบายและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศสู่อนาคต
สำหรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ระดับ 94.99 หดตัว 3.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 57.61% เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมปิโตรเลียมหดตัว ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งมีความผันผวน โดยภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ระดับ 95.96 หดตัว 1.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 57.47%
อย่างไรก็ตามดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 2569 ยังมีแรงสนับสนุนสำคัญจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็น เช่น น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สบู่ และเครื่องสำอาง ซึ่งได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและลดค่าครองชีพของภาครัฐภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
นอกจากนี้อุตสาหกรรมที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูปที่ได้รับแรงหนุนจากกระแสการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปที่เติบโตตามวิถีชีวิตของสังคมเมือง ซึ่งช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ขณะที่ในเดือนมิถุนายนมีเทศกาลฟุตบอลโลก ส่งผลให้อุตสาหกรรมสิ่งทอได้รับแรงหนุนจากความต้องการซื้อเสื้อผ้ากีฬามากขึ้น
ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนกรกฎาคม 2569 “ส่งสัญญาณปกติเบื้องต้น” แม้ในเดือนกรกฎาคม 2569 สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกลับมาตึงเครียดอีกครั้งส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งยังมีผลดีของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ
ด้านปัจจัยต่างประเทศ ส่งสัญญาณเฝ้าระวังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยบวกจากความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่เติบโตต่อเนื่อง
“สศอ. ประเมินว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งขยายวงกว้าง จนส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการขนส่งสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมไทย”นายศุภกิจ กล่าว
ดังนั้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการควรเร่งบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยกระจายแหล่งวัตถุดิบและตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง พร้อมบริหารต้นทุนผ่านการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานชีวมวล รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อลดต้นทุนและการสูญเสียวัตถุดิบ ตลอดจนพัฒนาทักษะแรงงาน
ขณะที่ในระยะกลางถึงระยะยาว ควรปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและพลังงาน ส่งเสริมการใช้ Local Content และผลักดัน Made in Thailand เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขยายตัว 22.35% จากโซดาไฟและคลอรีนเป็นหลัก ตามความต้องการใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น ,อาหารสัตว์สำเร็จรูป ขยายตัว 10.73% จากอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูปเป็นหลัก ตามความต้องการของตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่มีอย่างต่อเนื่อง ,น้ำตาล ขยายตัว 19.83% จากการที่โรงงานเร่งแปรรูปน้ำตาลทรายดิบเป็นน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์เพื่อส่งมอบตามสัญญา
ส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ยานยนต์ หดตัว 12.59% จากรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ รถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งไฮบริดขนาดเล็ก เป็นหลัก ตามการหดตัวของตลาดในประเทศ จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ,ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัว 7.97% จากน้ำมันดีเซลหมุนเร็วและน้ำมันเบนซิน เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิตหลังมีสินค้าในสต๊อกจำนวนมาก, น้ำมันปาล์ม หดตัว 33.24% จากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เป็นหลัก ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี