วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อินโดนีเซียได้ยกระดับและขยายขอบเขตมาตรการฮาลาลกับสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้กฎหมาย Halal Product Assurance (Law No. 33/2014) และระเบียบปฏิบัติของสำนักงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาล (BPJPH) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2569 หลังจากผ่อนผันมาเป็นระยะเวลา 2 ปี ทั้งนี้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบแล้ว สินค้าอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดที่จำหน่ายในอินโดนีเซียจะต้องได้รับการรับรองฮาลาล
ภายใต้กฎหมายดังกล่าว รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกประกาศและแนวปฏิบัติเพื่อจำแนกกลุ่มสินค้าที่ต้องมีใบรับรองฮาลาล และกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น (Halal Positive List) ไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิ อาหารทะเล และสินค้าอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญของไทย สาระสำคัญ คือ สินค้าที่ผ่านการแปรรูปและมีส่วนผสมหรือวัตถุเจือปนหลายชนิด จะต้องได้ใบรับรองฮาลาลจากอินโดนีเซียหรือหน่วยงานรับรองฮาลาลต่างประเทศที่ BPJPH ให้การรับรองก่อนการนำเข้าประเทศ ขณะที่สินค้าเกษตรบางประเภทที่ได้รับการยกเว้น จะต้องเป็นสินค้าที่เป็นฮาลาลโดยธรรมชาติ ปราศจากการเติมส่วนผสมหรือวัตถุเจือปนใดๆ ในกระบวนการแปรสภาพ พร้อมทั้งต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อรับรองความโปร่งใสของกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานว่าไม่มีการปนเปื้อนสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม
นอกจากนี้อินโดนีเซียจัดให้อาหารทะเลที่แปรรูปหรือปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นการปรุงรส เติมซอส เครื่องเทศ หรือน้ำมัน รวมถึงผลไม้อบแห้ง ที่มีการเติมส่วนผสมหรือเคลือบสารต่างๆ เป็นสินค้าที่ต้องผ่านการขอรับรองฮาลาลอย่างเป็นทางการ ไม่สามารถใช้สิทธิยกเว้นในกลุ่ม Positive List ได้ โดยเฉพาะกรณีที่มีการเติมสารหรือผ่านกระบวนการแปรรูป ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเข้าข่าย เช่น ผลไม้แช่แข็งที่มีการเติมส่วนผสมเพิ่มเติม ลำไยอบแห้ง หรือผลไม้สดที่มีการเคลือบแวกซ์หรือขี้ผึ้งเพื่อรักษาความสด จะถูกตีความว่าผ่านกระบวนการและมีสารเติมแต่ง ซึ่งต้องขอใบรับรองฮาลาล รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ก็ต้องได้รับการรับรองฮาลาลเช่นกัน
ทั้งนี้อินโดนีเซียมีแนวโน้มขยายมาตรการด้านฮาลาลครอบคลุมถึงระดับระบบโลจิสติกส์ฮาลาล โดยอยู่ระหว่างจัดทำแนวปฏิบัติที่ครอบคลุม ตั้งแต่กระบวนการขนส่ง การจัดเก็บ การจัดการสินค้าในคลังสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อให้ความมั่นใจว่าสินค้าที่ได้รับการรับรองฮาลาลจะไม่ปนเปื้อนกับสินค้าฮะรอม (สิ่งที่ต้องห้าม) ดังนั้นผู้ประกอบการและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาหาร จะต้องเตรียมความพร้อมเชิงระบบ ทั้งด้านการแยกพื้นที่จัดเก็บ การจัดการห่วงโซ่ความเย็น การติดฉลากระบุสถานะฮาลาลของสินค้า และการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับในระดับห่วงโซ่อุปทาน
โดยมาตรการของอินโดนีเซียจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในระดับที่แตกต่างกันตามประเภทสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้บริการจากหน่วยงานรับรองฮาลาลในไทยที่ได้รับการรับรองจาก BPJPH ได้ เพื่อขอใบรับรองฮาลาลสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปอินโดนีเซีย
“มาตรการฮาลาลที่เข้มข้นขึ้นของอินโดนีเซีย จะเร่งให้เกิดการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมอาหารไทย ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นแต้มต่อทางยุทธศาสตร์ หากสามารถปรับตัวรับข้อกำหนดเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก ไทยจะก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและแหล่งจัดหาสินค้าอาหารฮาลาลที่แข็งแกร่ง ทั้งในภูมิภาคอาเซียนและตลาดมุสลิมโลกในระยะต่อไป”นายนันทพงษ์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี