วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์จากพืชและการดูแลสุขภาพแบบธรรมชาติที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ได้พลิกโฉมสมุนไพรให้เป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ตลอดจนการที่สื่อทั่วโลกได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ยิ่งเป็นแรงส่งให้สมุนไพรมีโอกาสขยายตัวและกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน
โดยรายงาน Herbal Supplements Market ประเมินว่า ปี 2568 ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรโลกจะมีมูลค่า 45,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจขยายตัว 90,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 8.89% ต่อปี ขณะที่รายงาน Global Trade of Medicinal and Aromatic Plants: A Review ประจำปี 2568 โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า การค้าพืชสมุนไพรและพืชหอมของโลกขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการนำไปใช้ประโยชน์ในหลายอุตสาหกรรม ตลาดนำเข้าหลัก ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ส่วนผู้ส่งออกชั้นนำ ได้แก่ จีน อินเดีย
ส่วนข้อมูลการส่งออกและนำเข้าสินค้าพืชสมุนไพร (HS Code 1211) ของโลก (Trademap.org) ในช่วงปี 2558-2568 พบว่า มูลค่าการส่งออกและนำเข้าเพิ่มขึ้น 67.4% และ 65.9% ตามลำดับ โดยปี 2568 การส่งออกกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพรทั่วโลกมีมูลค่า 5,257 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน แคนาดา อินเดีย เยอรมนี อียิปต์ โดยไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 12 ของโลก ขณะที่การนำเข้าของโลกมีมูลค่า 5,108 ล้านเหรียญสหรัฐ ผู้นำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน อินเดีย
สำหรับไทย สมุนไพรจัดเป็นสินค้าเกษตรชีวภาพเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยความได้เปรียบจากการมีพืชสมุนไพรมากกว่า 1,800 ชนิด หลายชนิดได้รับการยอมรับในระดับสากล สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนตาม “แผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570)” ที่มุ่งผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสมุนไพร (Hub of Herbs) ของภูมิภาค โดยเฉพาะการชูโรงกลุ่มสมุนไพรดาวเด่น หรือ Herbal Champions อาทิ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร กระชายดำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมสูงในการเจาะตลาดโลก
ทั้งนี้สะท้อนได้จากภาพรวมการส่งออกกลุ่มสินค้าพืชสมุนไพรไทยในปี 2568 ที่ขยายตัวถึง 375.3% เช่นเดียวกับกลุ่มสินค้าสารสกัดจากสมุนไพร และกลุ่มสินค้าน้ำมันหอมระเหยที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยขยายตัว 29.4% และ 14.7% ตามลำดับ จุดแข็งของไทยไม่เพียงอยู่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย และองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย แต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างบูรณาการ
โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1.กระแสสุขภาพและการแพทย์ทางเลือก 2.ความนิยมสินค้า Plant-based และ Natural Products 3.โอกาสจากเศรษฐกิจชีวภาพ และ 4.การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ดีอนาคตของสมุนไพรไทยจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด หากสามารถเปลี่ยนผ่านจากวัตถุดิบพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง ผ่านการขับเคลื่อนด้วยงานวิจัย นวัตกรรม และมาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดโลกปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงสมุนไพรในรูปแบบวัตถุดิบขั้นต้น แต่มองหาโซลูชันด้านสุขภาพที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งยกระดับห่วงโซ่มูลค่า ผ่านกลยุทธ์ Cross-Industry หรือการบูรณาการข้ามสายอุตสาหกรรม เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย Smart Niche ที่มีกำลังซื้อสูง โอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนขณะนี้ คือ การต่อยอดสารสกัดสมุนไพรสู่อุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว เช่น อาหารแห่งอนาคต โภชนเภสัชเฉพาะบุคคล ตลอดจนเทรนด์การดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไปพัฒนานวัตกรรมดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ซึ่งเหล่านี้เป็นตลาดศักยภาพสูงที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้กับสินค้าและบริการได้อย่างเป็นรูปธรรม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี