ไนท์แฟรงค์ พลิกกลยุทธ์โรงแรมไทยสู่ยุคชิง
วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.34 น.
Tag :
นายคาร์ลอส มาร์ติเนซ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดและภูมิทัศน์การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปี 2569 ตลาดโรงแรมไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่เคยชี้วัดความสำเร็จด้วยจำนวนหัวหรืออัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) เพียงอย่างเดียว สู่การให้ความสำคัญกับ "คุณภาพของรายได้" (Revenue Quality) อย่างเต็มตัว โดยภาพสะท้อนในช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมาได้ย้ำเตือนให้ผู้ประกอบการเห็นว่า "การมีผู้เข้าพักเต็มโรงแรม อาจไม่ได้การันตีผลกำไรสูงสุดอีกต่อไป"
แรงกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นอุปทานโรงแรมใหม่ที่ตบเท้าเข้าสู่ตลาด ต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งจากค่าแรงงาน พลังงาน ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการทำตลาดออนไลน์ (Distribution Costs) ที่ซับซ้อนขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชาญฉลาดและเปรียบเทียบราคาผ่านปลายนิ้วได้ง่าย ส่งผลให้การรักษาอัตราการเข้าพักในระดับสูงเพียงอย่างเดียวกลายเป็นกลยุทธ์ที่ล้าสมัยและไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดในระยะยาว
ข้อมูลเชิงลึกจาก ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย เผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจของสองตลาดหลักอย่างกรุงเทพมหานครและภูเก็ตที่สวนทางกันอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กรุงเทพฯ สามารถทำอัตราการเข้าพักเฉลี่ยได้สูงถึง 76.2% เพิ่มขึ้น 1.1 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่กลับต้องเผชิญกับภาวะอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) ที่ปรับลดลงถึง 2.1% ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่เปิดขาย (RevPAR) ลดลง 0.6% สะท้อนให้เห็นว่าการดึงดูดผู้เข้าพักจำนวนมากอาจต้องแลกมาด้วยการลดราคาที่หนักหน่วงจนกระทบต่อรายได้โดยรวม
ในทางตรงกันข้าม ตลาดภูเก็ตแม้จะประสบกับอัตราการเข้าพักที่ลดลง 3.2 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่กลับสามารถบริหารจัดการราคาจนดัน ADR ให้ปรับตัวสูงขึ้นถึง 5.3% ส่งผลให้ RevPAR ยังคงเติบโตได้ 1.1% กรณีศึกษาจากภูเก็ตนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ชัดเจนว่า "อำนาจในการตั้งราคา" (Pricing Power) และการสร้างคุณค่าของแบรนด์ให้แตกต่าง คือกุญแจสำคัญที่เหนือกว่าการไล่ล่าตัวเลขผู้เข้าพักเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรมระดับ Upscale ที่หากไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านราคาที่รุนแรงกว่ากลุ่มอื่น
นายคาร์ลอส มาร์ติเนซ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมว่า นิยามความสำเร็จของธุรกิจโรงแรมในยุคใหม่ถูกปรับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่จำนวนผู้เข้าพักอีกต่อไป แต่คือ "ความสามารถในการบริหารรายได้แบบองค์รวม" (Holistic Revenue Management) ตั้งแต่กลยุทธ์การกำหนดราคาที่ยืดหยุ่น การเพิ่มรายได้จากบริการอื่นนอกเหนือจากห้องพัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) การจัดงานประชุมและกิจกรรม (Events) หรือบริการด้านเวลเนส ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มกำไรในยุคที่ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer Acquisition Cost) พุ่งสูงขึ้น
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้ภาพรวมจะยังมีปัจจัยบวกจากการเดินทางเพื่อธุรกิจ การประชุมระดับนานาชาติ และกิจกรรมขนาดใหญ่ แต่ปัจจัยที่จะตัดสินความอยู่รอดไม่ใช่เพียงปริมาณนักท่องเที่ยว แต่คือความสามารถในการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ (Asset Management) การบริหารจัดการเที่ยวบินที่เชื่อมโยงถึงกัน และความเชี่ยวชาญในการปรับตัวให้เข้ากับโครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
สรุปได้ว่า อุตสาหกรรมโรงแรมไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ "คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ" ผู้ประกอบการที่สามารถก้าวข้ามผ่านกับดักของการแข่งขันด้านราคา และมุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน คือผู้ที่จะสามารถครองความได้เปรียบและคว้าผลกำไรที่ยั่งยืนในสมรภูมิการแข่งขันที่เข้มข้นนี้ได้สำเร็จ
-032