วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
เหตุการณ์คนร้ายลอบยิงรถตระเวนข่าว 4 คัน รวมทั้งตัวอาคารสำนักงานของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีเครือผู้จัดการ เมื่อกลางดึกวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา นอกจากเป็นปฏิบัติการคุกคามสื่อแล้วยังเป็นการท้าทายฝีมือตำรวจนครบาลภายใต้การนำของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)ในการคลี่คลายคดีนี้
ประเด็นที่ผู้คนในสังคมตั้งคำถามและจับตาก็คือการก่อเหตุร้ายอย่างเย้ยกฎหมายครั้งนี้เป็นฝีมือของฝ่ายไหนและเพื่ออะไร ทั้งนี้การจะประเมินว่าการก่อเหตุครั้งนี้เป็นฝีมือของใครคงต้องพิจารณาว่า ใครที่ได้ประโยชน์จากเหตุการณ์
พอเกิดเหตุการณ์บางคนอาจตั้งข้อสงสัยไปที่กองทัพเพราะก่อนหน้านี้เกิดความขัดแย้งค่อนข้างรุนแรงระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กับสื่อในเครือผู้จัดการ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนับว่าเคลียร์ไปแล้วเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ยอมออกมาขอโทษแบบชายชาติทหาร ขณะที่สื่อเครือผู้จัดการก็กล่าวขอบคุณยุติการตอบโต้อีกทั้งหากสงสัยว่าการก่อเหตุร้ายกับเอสเอสทีวีครั้งนี้เป็นฝีมือของกองทัพก็ยังมองไม่ออกว่าเพื่ออะไรกันหรือเพียงเพื่อความสะใจแลกกับการที่กองทัพต้องตกเป็นเป้าถูกจับตาจากสังคมซึ่งคงไม่คุ้มกัน
ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุโฆษกกองทัพรีบออกมาแถลงยืนยันในทันทีว่า กองทัพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะเรื่องระหว่างกองทัพกับสื่อเครือผู้จัดการเคลียร์จบไปแล้ว
ขณะที่ฝ่ายตำรวจพูดประเด็นหนึ่งเหมือนต้องการชี้นำอะไรบางอย่างว่า ก่อนหน้านี้สื่อเครือผู้จัดการเคยร้องขอให้ตำรวจส่งคนไปรักษาความปลอดภัย แต่ก่อนเกิดเหตุ 2-3 วัน ได้ขอยกเลิกคำร้องขอ เหมือนต้องการให้สังคมเข้าใจว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ของฝ่ายเอเอสทีวีหรือเปล่า แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะมองไม่เห็นว่าเอเอสทีวีจะได้ประโยชน์อะไรจากการสร้างสถานการณ์เช่นนี้
เพราะฉะนั้นหลักการวิเคราะห์ว่าใครเป็นผู้ลงมือยิงถล่มเอสเอสทีวีคงต้องโฟกัสไปที่ว่าใครได้ประโยชน์สูงสุดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเอเอสทีวีที่มี นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเจ้าของแยกไม่ออกจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งล่าสุดบทบาทการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯและสื่อเครือผู้จัดการให้น้ำหนักไปที่การวิพากษ์วิจารณ์การที่ไทยมีแนวโน้มที่จะสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนให้กับกัมพูชาในกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาร้องต่อศาลโลกหวังจะฮุบดินแดนไทยเพิ่มเติมโดยศาลโลกจะตัดสินชี้ขาดปมเขาพระวิหารตามคำร้องของกัมพูชาในเดือนต.ค.นี้ โดยรัฐบาลหุ่นเชิดทักษิณส่วนหน้าชุดนี้ รวมทั้ง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศถูกโจมตีอย่างหนักว่ามีพฤติกรรมส่อไปในทาง “กายไทย ใจเขมร” จนไทยเสี่ยงที่จะเสียดินแดนให้กัมพูชา
ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ที่การสร้างสถานการณ์ครั้งนี้ก็เพื่อเสี้ยมให้ความขัดแย้งระหว่างสื่อเครือผู้จัดการกับกองทัพให้ปะทุขึ้นอีกครั้งและบานปลายกลายเป็นรอยร้าวลึกจนยากประสาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อรัฐบาลที่จะสามารถดึงกองทัพมาเป็นพวกได้แนบแน่นและง่ายมากขึ้น
ดังนั้นการสร้างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปได้ที่จะเป็นแผนกระสุนนัดเดียวได้นกถึงสองตัวคือเป็นการข่มขู่เชิงปรามสื่อเครือผู้จัดการและกลุ่มพันธมิตรฯในกรณีเขาพระวิหาร ขณะเดียวกันก็อาจทำให้สื่อเครือผู้จัดการและกลุ่มพันธมิตรฯกับกองทัพเกิดความเข้าใจผิดจนแผลแห่งความขัดแย้งบาดลึกมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ข่มขู่คุกคามเสรีภาพของสื่อและอาจจะมีเป้าหมายแอบแฝงทางการเมืองบางอย่าง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นฝีมือของใครก็ตามอันดับแรกต้องจับกุมคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุให้ได้เสียก่อนซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ฝีมือของตำรวจนครบาลว่าจะคลี่คลายคดีนี้ได้หรือไม่ โดยหวังว่าจะไม่มีการจับแพะหรือจับมือใครดมไม่ได้ปล่อยให้คดีเงียบหายเข้ากลีบเมฆเหมือนที่ผ่านๆ มา
ทีมข่าวการเมือง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี