วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
ช่องจอมร้อน
ทหารกัมพูชาเริ่มยั่วยุ
ทัพบกเร่งเสริมกำลัง
กองทัพบก เสริมแนวลวดหนาม-รถสายพาน ป้องปรามพื้นที่ช่องจอม หลังจากพบทหารกัมพูชา ยั่วยุ ละเมิดข้อตกลงฯ ส่วนทัพเรือเสริมกำลังรบ 3 มิติ จัดหาเรือฟริเกต 1 ลำ งบประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท
เมื่อวันที่ 3 เมษายน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ หลังจากกองกำลังสุรนารี รายงานว่าคืนวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ต่อเนื่องช่วงเช้าวันที่ 2 เมษายน ได้ตรวจพบทหารกัมพูชา พร้อมอาวุธ มีพฤติการณ์ขาดวินัย ดื่มสุรา และเข้ามายั่วยุใกล้แนววางกำลังของฝ่ายไทย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) และขัดขวางกระบวนการที่นำไปสู่สันติภาพตามแนวชายแดนอย่างชัดเจน ทำให้หน่วยทหารในพื้นที่ได้แจ้งเตือน พร้อมเสริมกำลังพล และเพิ่มการวางรั้วลวดหนามเสริมความแข็งแรง รวมทั้งได้นำยุทโธปกรณ์รถสายพานลำเลียงพล (M113) รวม 2 คัน เข้ามาวางกำลังในพื้นที่ เพื่อป้องปรามสถานการณ์ที่อาจจะนำไปสู่การกระทบกระทั่งกันเพิ่มเติม
พล.ต.วินธัย กล่าวย้ำว่า กองทัพบกยังยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ทุกข้อ โดยมีการวางแนวกำลังในพื้นที่ควบคุมตามข้อตกลง ข้อ 2 เพื่อรักษาความปลอดภัยพื้นที่อย่างเข้มงวดและไม่ประมาท โดยเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา กองกำลังบูรพา ได้อำนวยความสะดวกให้คณะ AOT ประเทศไทย ลงพื้นที่สังเกตการณ์บริเวณบ้านหนองจาน , บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านคลองแผง จ.สระแก้ว เพื่อติดตามและรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ขณะเดียวกันทางฝั่งประเทศกัมพูชา ได้นำคณะ AOT ประเทศกัมพูชา เข้าสังเกตการณ์บริเวณโอร์เสม็ด กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา เช่นเดียวกัน โดยเป็นการลงพื้นที่ตรวจเฉพาะในส่วนพื้นที่การวางกำลังของฝ่ายกัมพูชาเท่านั้น ไม่ได้รุกล้ำเข้ามายังพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทย ตามที่มีกระแสข่าวแต่อย่างใด และก่อนการลงพื้นที่จริง ทางคณะประสานงานของกัมพูชา ได้ประสานล่วงหน้ามายังคณะประสานงานของไทย เป็นที่เรียบร้อย
ทั้งนี้ กองทัพบก ยืนยันความพร้อมของหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดน ที่ได้จัดวางกำลังในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทย เพื่อเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินการปรับกำลังตอบโต้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในภารกิจของกองทัพบก โดยติดตามข้อมูลข่าวสารหรือสถานการณ์ต่างๆ ในพื้นที่ จากช่องทางหลักของกองทัพบก และหน่วยงานราชการเท่านั้น เพื่อป้องกันข้อมูลที่บิดเบือนซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และสร้างความตื่นตระหนกในสังคมได้
ด้าน พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ (ทอ.) และ ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีการเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์บริเวณช่องจอม จ.สุรินทร์ และพื้นที่ตรงข้ามโอเสม็ด ว่าศูนย์ข่าวสารฯ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยในพื้นที่แล้ว พบว่า 1.เหตุการณ์ในพื้นที่และการควบคุมสถานการณ์จากการตรวจสอบ มีเหตุการณ์ทหารฝั่งกัมพูชา เข้ามาใกล้แนวลวดหนาม ในลักษณะไม่เหมาะสม และมีพฤติกรรมก่อกวนต่อกำลังพลฝ่ายไทย ส่งผลให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องปรับกำลัง และนำรถสายพานลำเลียงพล M113 เข้าควบคุมพื้นที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันไม่ให้สถานการณ์ยกระดับ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามข้อ 2 ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement)
2.กรณีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายกัมพูชา (AOT) ตรวจสอบแล้วพบว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายกัมพูชา (AOT) ได้เข้าพื้นที่บริเวณคาสิโน พื้นที่ซึ่งถูกกล่าวถึงช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอยู่ในฝั่งกัมพูชาเท่านั้น ไม่ได้เข้ามาในพื้นที่ซึ่งฝ่ายไทยควบคุมหรือวางกำลัง ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้กำหนดแนวและมาตรการควบคุมพื้นที่ไว้อย่างชัดเจนแล้ว 3.ประเด็นการประสานงานฝ่ายไทยยึดมั่นว่าการเข้าพื้นที่ของคณะ AOT ควรมีการประสานงานล่วงหน้าผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน เช่น RBC/JBC เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงสนับสนุนบทบาทของ AOT ในการตรวจสอบและส่งเสริมมาตรการลดความตึงเครียดตามถ้อยแถลงร่วม และ 4.ขอย้ำจุดยืนของประเทศไทยประเทศไทยดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความเป็นมืออาชีพ อดทน และยึดมั่นในถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด ไม่ยั่วยุ ไม่ยกระดับสถานการณ์ มุ่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน
วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวถึงโครงการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ ปีงบประมาณ 2569 ว่าเป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 รวมทั้งคำสั่งและมติของคณะรัฐมนตรี ตลอดจนกฎระเบียบของทางราชการที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่กองทัพเรือไทย จะได้รับและให้สอดคล้องกับความต้องการด้านยุทธการและวัตถุประสงค์การใช้งานของกองทัพเรือ
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ.2560–2580 (ฉบับทบทวน พ.ศ.2566) ซึ่งกำหนดความต้องการเรือฟริเกต รวม 8 ลำ โดยปัจจุบันมีใช้งานแล้ว 4 ลำ จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบ 3 มิติ ได้แก่ การต่อต้านเรือผิวน้ำ (Anti Surface Warfare : ASUW) การปราบเรือดำน้ำ (Anti-Submarine Warfare : ASW) และการป้องกันภัยทางอากาศ (Anti Air Warfare : AAW) รวมทั้งรองรับภารกิจทางทหารนอกเหนือจากสงคราม (MOOTW) สำหรับโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเรือฟริเกต 1 ลำ พร้อมระบบ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ การฝึกอบรม การทดสอบทดลอง และการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร โดยกำหนดส่งมอบ ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ วงเงินรวม 17,000,000,000 บาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 ปี (ปีงบประมาณ 2569–2574)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี