533.jpg
ลุงโยชน์ร่ำไห้ เขมรปล่อยกลับไทย เล่านาทีถูกจับติดคุก

ลุงโยชน์ร่ำไห้ เขมรปล่อยกลับไทย เล่านาทีถูกจับติดคุก

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุงโยชน์ร่ำไห้

เขมรปล่อยกลับไทย

เล่านาทีถูกจับติดคุก

 

เขมรยอมส่งตัวกลับ “ลุงโยชน์” หลังจากออกหาของป่าถูกจับติดคุกฝั่งเขมร รมว.กลาโหม เผยใช้กลไก RBC ทัพภาคที่ 2 ประสานงานใกล้ชิดทหารเขมร ยันไร้เงื่อนไข-ไม่เปิดด่าน ส่วนลุงโยชน์ เปิดใจถูกจับใช้ผ้าปิดตา ติดคุกที่เขมร ใช้ชีวิตยากลำบาก ขอบคุณเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือให้ได้กลับสู่อ้อมกอดครอบครัว


เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม มีรายงานว่า พล.จ.นิด นารง รองเสนาธิการกองกำลังป้องกันชายแดนที่ 4 (ภท.4) ในฐานะประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ฝ่ายกัมพูชา ได้ประสานมายังกองทัพภาคที่ 2 กรณีการส่งตัวนายโยชน์ สายน้อย อายุ 58 ปี ชาวบ้าน จ.สุรินทร์ ซึ่งออกไปหาของป่า แล้วถูกทหารกัมพูชา จับกุมข้อหาลักลอบเข้าเมือง กลับประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือถึง ผวจ.อุดรมีชัย และประสานผ่านกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา กระทั่งฝ่ายกัมพูชา อนุมัติให้ส่งตัวกลับประเทศไทย

รายงานระบุว่า การส่งตัวครั้งนี้ใช้กลไกความร่วมมือระดับกองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังป้องกันชายแดนที่ 4 เพื่อสะท้อนถึงการประสานงานอย่างใกล้ชิดของคณะกรรมการ RBC ทั้งสองฝ่าย

เบื้องต้นกำหนดส่งตัวในวันเดียวกันนี้ ที่บริเวณช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ โดยฝ่ายไทย มี พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการ RBC ฝ่ายไทย เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา มี พล.จ.นิด นารง ทำหน้าที่หัวหน้าคณะฝ่ายกัมพูชา

ต่อมาเวลา 11.00 น.ที่ด่านช่องสะงำ ฝ่ายกัมพูชาได้ส่งมอบตัวนายโยชน์ สายน้อย ให้แก่ พล.ต.กัมปนาท รับตัวกลับประเทศไทย โดยนายโยชน์ มีสุขภาพแข็งแรงดี ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการบาดเจ็บตามร่างกายแต่อย่างใด

แหล่งข่าวกองทัพภาคที่ 2 ระบถึงความสำเร็จในการประสานส่งตัวครั้งนี้ เกิดจากการทำงานอย่างใกล้ชิดของกองทัพภาคที่ 2 ภายใต้การกำกับของแม่ทัพภาคที่ 2 รวมถึงกองกำลังสุรนารี เร่งขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานจนสามารถผลักดันการประสานงานผ่านกลไก RBC ให้บรรลุผลได้อย่างราบรื่น และถือเป็นสัญญาณบวกของความร่วมมือระดับ RBC ระหว่างไทย-กัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศได้ในระดับหนึ่ง

ขณะที่นายโยชน์ เปิดใจทั้งน้ำตาว่า ช่วงที่ถูกจับกุมได้ถูกทหารกัมพูชาปิดตาด้วยผ้า ก่อนนำไปยังสถานที่ควบคุมตัว ต่อมาจึงถูกนำตัวเข้าคุกในพื้นที่ประเทศกัมพูชา ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในช่วงที่ถูกควบคุมตัว แต่ต้องขอบคุณทหารไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ จนได้รับการปล่อยตัวและเดินทางกลับประเทศไทยในที่สุด

“ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือ คงต้องติดคุกอยู่ที่กัมพูชาอีกหลายปี” นายโยชน์ กล่าว พร้อมสะท้อนความรู้สึกโล่งใจ และดีใจที่ได้กลับสู่อ้อมกอดครอบครัวอีกครั้ง พร้อมกันนั้นได้โผเข้ากอดคนในครอบครัว

ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีการช่วยเหลือนายโยชน์ ที่ถูกทหารกัมพูชา จับกุมตัวไปก่อนหน้านี้ ว่าหลังจากกองทัพภาคที่ 2 ประสานไปทางภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา มีการทำหนังสือถึง ผวจ.อุดรมีชัย และกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ติดตามการให้ความช่วยเหลือนายโยชน์ จนมีการอนุมัติส่งตัวกลับประเทศไทย ในวันเดียวกันนี้

สำหรับความสำเร็จในการช่วยเหลือคนไทยครั้งนี้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพและความสำคัญของกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศระดับต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงพื้นที่ชายแดนระหว่างกัน ซึ่งกองทัพบก ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับมาตรการเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของกองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบก

ที่สำนักงานพระคลังข้างที่ ถนนนครราชสีมา เขตดุสิต กทม.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีการปล่อยตัวนายโยชน์ ที่ถูกทหารกัมพูชา จับกุมไป ว่าได้รับรายงานตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ว่าจะมีการปล่อยตัว ก็ดี ก็ขอให้เป็นไปตามนั้น

ส่วน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาส่งตัว นายโยชน์ กลับประเทศไทย ว่าเป็นความร่วมมือของรัฐบาลและกองทัพ รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีการประสานงานเมื่อรู้ว่ามีเหตุเกิดขึ้น เป็นที่มาของการปล่อยตัว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความขัดแย้ง เพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน

รมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า แต่ความเป็นทหารของเราไม่ได้ลดหย่อนลงไป เรายังคงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตย อย่างที่นายกฯ หารือกับฝ่ายกัมพูชา ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์ หากมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ก็จะใช้กลไกทวิภาคีในการประชุม ตั้งแต่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ตามลำดับ ซึ่งอยากให้เชื่อมั่นกองทัพ ว่ามีความพร้อม ขอให้ประชาชนรับฟังข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ

พล.ท.อดุลย์ กล่าวอีกว่า การประชุม GBC ระดับกระทรวงกลาโหม ไม่จำเป็นต้องรอการรปะชุม JBC ของกระทรวงการต่างประเทศ ก่อน สามารถทำควบคู่กันได้ หากกลไกต่างๆ ดีขึ้น เช่น กัมพูชา ปฏิบัติตามข้อตกลงหลังจากหยุดยิง ที่ได้พูดคุยกันไว้ ร่วมมือปราบปรามสแกมเมอร์ ต้องเริ่มต้นจากความร่วมมือเล็กๆน้อยๆ อย่างกรณีนี้ ยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดด่านแน่นอน และการส่งตัวคนไทยครั้งนี้ ไม่มีการแลกเปลี่ยนเงื่อนไขใดๆ และไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการเปิดด่าน ทุกอย่างยึดตามถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement ซึ่งการประสานงานมีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ ยืนยันว่าไม่มีเงื่อนไขใดๆ

เมื่อถามว่าอยากให้สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เนื่องจากยังมีเหตุการณ์ตามแนวชายแดน พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติเพราะทหารถือปืนชายแดนทั้ง 2 ฝ่าย ต่างฝ่ายต่างปกป้องอธิปไตยของตน

ความพร้อมของกำลังพล ตั้งแต่ผู้บังคับหน่วยจนถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ก็ยืนยันว่ามีความพร้อม ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะมีบ้าง เนื่องจากมีกำลังพลที่ขาดวินัย แต่ในส่วนของเรา มีการกำชับอย่างดี ให้ปฏิบัติตามกฎการปะทะอย่างเข้มงวด เรามีบทเรียนอยู่แล้ว กำลังพลทุกระดับมีความเข้าใจ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ฝั่ง จ.ตราด ว่าขณะนี้สถานการณ์พื้นที่ดังกล่าวยังปกติ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ยืนยันว่ายังอยู่ในการควบคุม

เมื่อถามว่าพื้นที่ด้านทะเลตะวันออกซึ่งติดกับชายแดนกัมพูชา มีการยั่วยุหรือไม่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ไม่มี เหตุการณ์ยังปกติ ต่อข้อถามว่า มีการหารือกับหน่วยงานอื่นซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในพื้นที่ติดต่อกับชายแดนกัมพูชาหรือไม่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เขาต้องประสานงานกันอยู่แล้ว ตนขอยังไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ย้ำว่าทุกอย่างยังอยู่ในความควบคุมตามปกติ

วันเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีสมเด็จฯ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา กล่าวในทำนองว่าจะไม่เจรจาทวิภาคีใดๆ กับประเทศไทย โดยจะใช้กลไก UNCLOS เพราะมีตัวกลางดำเนินการ ว่าการเจรจาในกรอบ UNCLOS หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 จะมีกลไกเรื่องการประนีประนอม ทั้งโดยสมัครใจและแบบบังคับ สำหรับประเทศไทย เห็นว่าจำเป็นต้องมีการพูดคุยกันก่อนว่า 2 ประเทศจะเดินหน้าด้วยกันอย่างไร ก่อนเข้าสู่ UNCLOS หากมีการเจรจาแล้วไปถึงจุดที่ไม่สามารถไปด้วยกันได้ ก็ต้องดูว่ามีกลไกอื่นภายใต้ UNCLOS หรือไม่

“มีเรื่องของการประนีประนอมแบบสมัครใจและแบบบังคับ แต่อย่างไรก็ตาม การประนีประนอมไม่ว่าจะแบบใดก็ตาม ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่คือแนวทางที่ทั้ง 2 ประเทศ จะใช้ร่วมกันในการแก้ไขปัญหาจาก MOU 44 ที่มีการเจรจาก่อน เช่นเดียวกับ UNCLOS ที่ต้องมีการเจรจากันก่อน เมื่อไปไม่ได้ก็ต้องดูว่ามีกลไกอะไรมาเสริม” นายสีหศักดิ์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ผู้นำกัมพูชา ออกมากล่าวในทำนองอยากใช้ UNCLOS ในการเจรจา เป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่วว่า ส่วนตัวเห็นว่ากัมพูชาอาจอยากใช้กลไกการเจรจาแบบภาคบังคับก็ได้ แต่ทางไทยก็เห็นว่า ก่อนที่จะใช้ภาคบังคับ ก็ควรที่จะมีการพูดคุยกัน 2 ฝ่ายก่อนหรือไม่ สำหรับกระแสข่าวการตั้ง พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาธิการ สมช.เป็นประธาน JBC ไทย-กัมพูชา ในส่วนของฝ่ายไทย ก็เห็นว่าน่าจะเป็นไปตามข่าวที่ออกมา เพราะ พล.อ.สมศักดิ์ เป็นบุคคลที่มีความรู้ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้าน และมีประสบการณ์เรื่องความมั่นคง ในส่วนนี้มีกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมด้วย เป็นการทำงานที่เป็นเอกภาพ

ขณะเดียวกัน นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์ที่มีการยิงปืนบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าทางกัมพูชา พยายามสร้างภาพว่ามีการยิงปืนจากฝั่งไทย สร้างกระแสนิยม แต่จริงๆ แล้ว กัมพูชาเป็นฝ่ายยิงและยิงในพื้นที่ตัวเอง ไม่ได้เข้ามาฝั่งไทย ทางทหารฝั่งไทย ก็แจ้งแล้ว ส่วนภาพรวม ไทยเราก็เตรียมพร้อมหากมีเหตุการณ์จริง ตนได้คุยกับ รมว.กลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ในภาพรวมทั้งหมด เราพร้อมทุกอย่าง ต้องยอมรับว่าต้องอดทน เราตอบโต้ไม่ได้ เพราะประเด็นสำคัญคือเขาสร้างภาพต่อประชาชนชาวกัมพูชา แต่จริงแล้วไม่มีอะไรในฝั่งไทยเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องเตรียมพร้อม ไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้น

นายสมบูรณ์ กล่าวต่อว่า การสร้างภาพยิงปืนแบบนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องจากการยกเลิก MOU44 แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนต้องใช้หลักสากลมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด กมธ.เรา หารือกับกระทรวงกลาโหม เรื่องการดูแลทหารที่พิการจากการสู้รบว่าจะดูแลกันอย่างไร เชื่อว่าการสู้รบ รอบที่ 3 เกิดขึ้นค่อนข้างยากมาก แต่ตนก็ตามเรื่องนี้อยู่ ในที่ประชุม กมธ.ก็ตามเรื่องรั้วชายแดน ก็ได้รับคำตอบชัดเจนว่ามีการสร้างรั้วในพื้นที่เหมาะสม ซึ่ง ผบ.ทบ.พูดชัดเจน แต่คำว่าเหมาะสมก็ต้องดูรายละเอียดเชิงลึก

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top