วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เป็นอดีตดาราที่หลายคนคุ้นหน้า คุ้นตากันเป็นอย่างดี สำหรับ ปุ๊กกี้ ชุลีพร ที่ก่อนหน้านี้เจ้าตัวต้องเผชิญกับโรคไตทำให้ปุ๊กกี้หายหน้าหายตาไปจากวงการบันเทิงนานถึง 8 ปีเลยทีเดียว ล่าสุด ปุ๊กกี้ ได้มาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บSHOW ทางช่องONE31
นี่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล เสร็จสิ้นจากการผ่าตัดใช้เวลาเท่าไหร่?
ปุ๊กกี้ : ประมาณเดือนครึ่ง ตอนนี้รู้สึกมีกำลังใจ เพราะพี่ไม่มีไตมา 8 ปี เกือบ 9 ปี แล้วอยู่ดีๆ ก็มีไต ก็เหมือนคนปกติรู้สึกว่าเหมือนเรามีชีวิตใหม่ ได้เกิดใหม่ใจมันเต็มอิ่ม
ไตมันเสื่อมระดับไหน?
ปุ๊กกี้ : คนเราไม่ใช่อยู่ดีๆ ไตเสื่อมได้ง่าย คือพี่เป็นเบาหวาน ตั้งแต่เกิดได้รับพันธุ์กรรม เป็นเบาหวานตอนวัยรุ่น คือเป็นมาหลายๆ ปี แต่พี่ก็ยังกินทุกสิ่งอย่าง คือประมาทกับชีวิตมากๆ โดยไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นอะไร เพราะว่ายังสาว ยังเด็กยังทำงาน ยังมีแรง แล้วพอมันเป็นมันเป็นเลย ถามว่าตรวจร่างกายไหมก็ตรวจแต่ด้วยความที่เราปล่อยปะละเลย พอเวลาผ่านไปหลายๆ ปีมันก็กลายเป็นโรคแทรกลามเข้ามา โรคแทรกก็มีความดัน แต่ยังดีที่หัวใจแข็งแรงไม่เป็นอะไร แล้วก็เป็นไต ซึ่งไตนี่ต้องฟอกเลือด เปลี่ยนชีวิตเลย อาทิตย์นึงต้องไปฟอกเลือด3วัน มันเป็นภาระของชีวิตมากๆ เจ็บปวดทรมาน
คนที่เป็นโรคไต ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาพี่ไม่ได้ปัสสวะเลย?
ปุ๊กกี้ : ใช่ค่ะ เพราะว่าไตวายไม่ทำงาน จะไม่มีปัสสาวะ ไปไหนไม่เคยเข้าห้องน้ำเลย ต้องไปเอาของเสียออกทางเลือด
8 ปีพี่ทนได้ยังไงกับความรู้สึกแบบนี้?
ปุ๊กกี้ : ไม่ใช่ว่าพี่ทนนะ คือปีแรกพี่ร้องไห้ทุกวัน เพราะว่าคนเคยทำงาน แล้วเวลาเห็นเพื่อนๆ ในทีวีเราอยากเล่น มันคิดถึง มันอยู่ในสายเลือด แต่พอปีที่2 มานั่งร้องไห้อีก ปีที่3 เริ่มคิดว่าถ้าเราจะอยู่กับอาการและอารมณ์แบบนี้มันจะไปได้สักกี่น้ำ ก็ค่อยๆ ปรับ เอาธรรมมะเข้ามาช่วย มันก็ค่อยๆ ดีขึ้นแล้วก็อยู่กับโรคนี้ได้
พี่ปุ๊กกี้ได้ไตใหม่เรียบร้อยแล้ว?
ปุ๊กกี้ : ค่ะ จากผู้บริจาค คือคนที่เป็นโรคไตจะลงชื่อขอบริจาคไตจากสภากาชาดไทยเอาไว้ ก็จะถูกรันเรียกไปตามคิวซึ่งพี่ลงไว้ตั้งแต่ปีแรกที่พี่เป็น คือ 8 ปีกว่า ไม่เคยโดนเรียกเลยสักครั้ง
แล้วตอนที่เขาเรียก เราได้ไตเรื่องราวมันเป็นยังไง?
ปุ๊กกี้ : ตอนนั้นประมาณตี5 กว่าๆ มีโทรศัพท์มาที่บ้าน ทีนี้มือพี่ไปถูกโทรศัพท์มันก็เลยไม่มีเสียง มันก็กลายเป็นสั่นแทน พี่ก็หงุดหงิดมาก คิดว่าใครโทรผิด พี่ก็ไม่รับ มันสั่นประมาณ 5 ครั้งพี่ก็เลยรับ เขาบอกว่าโทรจากศูนย์เปลี่ยนถ่ายอวัยวะศิริราช ดีใจไหมคะ เท่านั้นแหละพี่อึ้งเลย พอไปถึงโรงพยาบาลเขาบอกว่าต้องทำใจนะถ้าผู้บริจาคไตที่เสีชีวิตไปแล้วอยากให้ไตเราคุณก็ได้ ถ้าเขาไม่อยากให้คุณก็ไม่ได้
ความรู้สึกที่รับรู้ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะได้ไต ตอนนั้นมันเป็นยังไง?
ปุ๊กกี้ : ดีใจมากค่ะ พี่ฟอกเลือดมานาน คนข้างๆ พี่ก็เคยผ่าตัด แล้วก็ไม่สำเร็จ ผ่าตัดแล้วไตไม่ทำงาน บางคนผ่าตัดแล้วเส้นเลือดไม่ทำงานบ้าง เยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งต่อไปที่พี่ภาวนาก็คือเมื่อผ่าตัดไตแล้วขอให้ไตทำงานปรากฏว่าเขาก็ไม่ทำงาน จนกระทั่งวันที่7 เขาถึงทำงาน พี่ต้องต่อสู้กับจิตใจว่าทำยังไงให้ใจชนะความกังวล
เห็นบอกว่าพี่อธิฐานจิตถ้าทุกอย่างเรียบร้อยพี่จะไปบวช?
ปุ๊กกี้ : ใช่ บวชให้กับผู้บริจาคไต พี่ตั้งใจไว้จะบวชให้เขา 7 วัน
อันนี้ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ครั้งสำคัญในชีวิตไหม?
ปุ๊กกี้ : คือพยาบาลเขาก็บอกว่าคุณโชคดีนะยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่1 อีก เพราะว่าเหมือนมันมีชีวิตใหม่ พอไตทำงานพี่ดีใจมากๆ เพราะพี่ไม่ได้ปัสสาวะมาเกือบ 10 ปี
แล้วตลอดเวลาใครช่วยพี่ดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย?
ปุ๊กกี้ : พี่ดูแลตัวพี่เอง เพราะพี่เป็นคนเก็บเงินตั้งแต่เด็ก แล้วพี่ยังไม่ได้เดือดร้อน ถามว่าเก็บเยอะไหมพี่ก็ซื้อของนะ พวกแบรนด์เนมก็มี พี่ซื้อรถเบนซ์เงินสด
ค่าใช้จ่าย 8 ปี พี่หมดไปเท่าไหร่?
ปุ๊กกี้ : พี่ป่วยทั้งหมดสิบกว่าปี ประมาณ12 ปีตั้งแต่เริ่มป่วย แต่ฟอกเลือดเกือบ 9 ปี ซึ่งพี่นับแค่ปีที่ 8 นะ พี่หมดไปเกือบ6 ล้าน แต่พี่เอาสบายนะ พี่รักษาเอกชนบ้าง รัฐบาลบ้าง เพราะฉะนั้นมันจะหมดเยอะ พอตั้งแต่ปีที่9 มาพี่เริ่มประหยัดใช้แต่ประกันสังคม เพื่อจะประหยัดเงินเอาไว้
แล้วเตรียมตัวเรื่องบวชหรือยัง?
ปุ๊กกี้ :พี่อาจจะบวชชีพราหมณ์แล้วก็ปฏิบัติธรรมอย่างเข้มงวด ก็เตรียมตัวไว้ว่าน่าจะพฤษภาคม
อาการป่วยครั้งนี้พี่เห็นทั้งมิตรแท้ มิตรเทียม?
ปุ๊กกี้ : คือมันไม่เชิงเห็นแต่มันวิเคราะห์ได้ คือมีวันนึงคิดถึงเพื่อนมากเลย วันนั้นแข็งแรงก็เลยอยากโทรศัพท์คุย แต่พี่สนิทกับหลายคนแต่พี่เลือกเขาก็เป็นเพื่อนดาราด้วยกัน พี่ก็โทรศัพท์ไปหาเขา ไม่ได้คุยกันมาเกือบ 10 ปี เขาก็งงๆ จำไม่ได้ พี่ก็บอกว่าพี่ปุ๊กกี้ไง เขาก็บอกว่าจำได้ แต่เขาก็งงๆ ทีนี้พี่ก็ชวนเขาคุย เขาก็คุยอีกสักพักเขาก็พูดเรื่องเงิน พี่ก็พูดเรื่องอื่น แต่เขาก็กลับมาพูดเรื่องเงินประมาณ 4-5 รอบ จนพี่งงๆ แล้วพี่ก็มานั่งงงๆ แป๊บนึงก็คิดได้ว่าเคยมีผู้ใหญ่บอกเรา ถ้าเพื่อนหายไป 5 ปี 10 ปี ถ้ากลับมาให้นึกไว้ก่อนเลยว่าเขามายืมเงิน คือเขาต้องคิดว่าเราไปยืมเงินแน่ๆ ต่อไปนี้ไม่โทรหาใครแล้วมันเหมือนกับเราไปยืมเงินเขา แล้วมันก็มีอีกนะ บางทีเราเคยสนิทกับดาราคนนี้ ไม่ใช่สนิทธรรมดานะ สนิทมากแล้วไม่ได้เจอกันนานแล้ว พอไปเจอกันที่งานเขาก็บอกว่าสวัสดี แล้วก็เดินไป คือพี่งง เมื่อก่อนไม่ใช่แบบนี้ พี่ก็คิดว่า อ่อเราไม่ดังแล้ว คือคิดเอง แต่ว่ามันเจออย่างนี้หลายคนแล้ว มันก็เลยคิดว่าตอนเราดังเขาเป็นกับเราอย่างนึง เขาเดินเข้ามาหาเรา แต่พอเราไม่ดังเขาเป็นอย่างนี้ แต่พี่ไม่เคยคิดว่านั่นคือปมด้อยของชีวิต เพราะว่าพี่พอใจกับสิ่งที่พี่มี
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี