วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / บันเทิง
'ตูน เอเอฟ' เปิดเส้นทางจากนักร้องล่าฝันสู่เชฟมืออาชีพ

'ตูน เอเอฟ' เปิดเส้นทางจากนักร้องล่าฝันสู่เชฟมืออาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.19 น.
Tag : เชฟมืออาชีพ ตูน เอเอฟ นักร้องล่าฝัน เปิดเส้นทาง
  •  

ฝันใครก็ฝันได้ แต่ฝันแล้วจะทำฝันเป็นจริง นั่นมันอีกเรื่อง ตูน ธัชพล ชุมดวง หรือ “ตูน เอเอฟ 3” ตามหาฝันของตัวเองเจอแล้ว หลังจากหายหน้าจากวงการบันเทิงไปนาน รายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 จึงขอส่งการ์ดเชิญ ตูน มาเยือนรายการอัพเดท หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจนักล่าฝัน และเปลี่ยนแนวไปเดินทางตามหาอีกหนึ่งความฝัน กับการได้เป็น เชฟปรุงอาหารมืออาชีพในฝันได้สำเร็จ พร้อมกับอีกตำแหน่งสำคัญในชีวิตกับ บทบาทของการเป็น คุณพ่อมือใหม่ ..

ทำไมใช่คำว่าอดีตนักร้อง


ตูน : รู้ตัวเลยว่าเป็นคนที่ร้องเพลงไม่เป็น ถ้าใครที่ดูผมจะรู้เลยว่าผมร้องเพลงไม่เป็นเลย

แล้วไปประกวดร้องเพลงได้ยังไง

ตูน : คือตอนนั้นทำงานอยู่กับพวกถ่ายโฆษณาถ่าย Mv ทำงานในวงการอยู่แล้ว แล้วคือยุคนั้นเราก็เป็นเด็กโมเดลลิ่ง แล้วคือก็มีเปิดออดิชั่น เราก็เลยไปลองดู ที่จำได้คือเขาถามว่าความฝันของคุณคืออะไร เราก็บอกว่าผมอยากเป็นเชฟครับ เขาก็บอกว่าอ้าว !! แล้วมาทำไม นี่รายการร้องเพลงนะ รู้หรือเปล่า เราก็บอกว่ารู้ๆครับ ผมอยากเอาเงินที่ได้จากการร้องเพลงเป็นเชฟ

แล้วได้ร้องเพลงให้เขาฟังไหม

ตูน : ก็ร้องครับ แต่เขาไม่ด่านะครับ เขาคงเก็บไว้ในใจแล้วเอาไปพิจารณาทีหลัง ที่เราไปลงสมัครเอเอฟเพราะเราอยากเอาเงินไปสมัครเรียนเชฟ เลยความตั้งใจของเราตอนนั้น รายการนักล่าฝัน เพราะความฝันของเราไม่เหมือนกัน แล้วผมตีความแบบนั้นผมเลยไปสมัคร

เห็นว่าในที่สุดเราก็เข้ารอบไป 12 คนสุดท้าย แต่ถูกขังไว้ในห้อง เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ บอกได้ไหมว่าทำไมถูกขัง

ตูน : คือวันนั้นเป็นวันที่คัดตัวให้เหลือ 12 คนสุดท้าย แล้วพอคัดได้แล้วเขาพาไปเก็บตัวไว้ในห้องเลย เขาก็จับให้เราเข้าไปคุยว่าจะมีสัญญา 5 ปีนะ จะเซ็นไหม ถ้าเซ็นก็ไปเปิดตัวเลยนักข่าวรออยู่ ซึ่งเราก็ตัดสินใจเซ็นเลย

พอเซ็นเรียบร้อยแล้วเราก็ได้เข้าไปอยู่ในบ้านและด้วยความที่เราร้องเพลงไม่เป็น ทำให้เราโดนกระแสโจมตีหนักมาก ว่าเราเป็นเด็กเส้น

ตูน : เจ็บปวดมากๆ คือเรารู้กระแสนี้ตั้งแต่ก่อนเราเข้าบ้านแล้วครับ เพราะเมื่อก่อนเราก็เป็นศิลปินที่ฝึกหัดอยู่ที่อาร์เอส แล้วคือที่นี่ ครูกานต์ ก็สอนอยู่คนเลยมองว่าเราเป็นเด็กครูกานต์ แต่จริงๆผมไม่เคยเรียนกับครูกานต์ แต่รู้จักกัน คนเขาเลยโยงกัน

เป็นยังไงพอเข้าไปลำบากไหมตอนอยู่ในบ้าน

ตูน : ลำบากครับ ผมก็คิดว่าเอเอฟคงเป็นเหมือนละครเรื่องหนึ่งแบบมีบทหลายบท แบบบทคนสนุก บทคนห่วย บทคนเก่ง ผมก็เลยคือว่าผมเล่นเป็นบทคนห่วยก็ได้ ผมคือแบบนี้ครับ เพื่อชโลมใจตัวเอง

เจอกระแสเป็นเด็กเส้นร้องเพลงไม่ดี ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้าง ??

ตูน : มันก็มีท้อนะครับ ถึงพยายามพัฒนาตัวเองให้ได้ ตอนนั้น อยู่ในบ้านผมจะสนิทกับก้อ เพราะก้อ เขาเป็นคนที่เล่นเปียโนได้ เขาก็พยายามมาไล่คีย์ให้ผม เรียนไปเรียนมาก็เพิ่งรู้ว่าไอ้ก้อ ก็เพี้ยน (หัวเราะ) สรุปพากันลงคลอง

แล้วได้เงินจากเอเอฟไปเรียนเชฟสมใจอย่างที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า

ตูน : ก็พอออกมาก็ไปทำงานต่ออีกสัก 3-4 ปี ก็เก็บเงินพอได้และเราก็ได้ไปเรียนเชฟครับ

ตูน : นับว่าเอเอฟคือบันไดขั้นสำคัญที่ต่อยอดให้เราไปทำให้ฝันของเราเป็นจริง แต่ก็มีรายการที่ต่อเนื่องจากเอเอฟ ทำให้เราได้มีโอกาสไปเป็นพิธีกรรายการอาหารครับ ตอนนั้นเรายังทำอาหารไม่เป็นเลย ตอนนั้นเราก็ทำๆไปมีบทมีเมนูอาหารมา ตอนนั้นเราก็ทำๆไปก็รู้สึกหงุดหงิดกับตัวเอง เราทำอะไรเองไม่รู้เรื่องต้องมีคนมาสอนมาบอก หลายๆคนก็เริ่มเรียกเรา เชฟตูน ทำอาหารรายการนี้ชอบมากๆเลย เราก็เริ่มรู้สึก ว่าเราไม่ใช่ !! เรารู้ว่าเราไม่เป็นอะไรเลย เพราะมีคนมาสอนเรา

ตูน : ซึ่งตอนนั้นมีเพื่อนได้คุยกับเรามาแล้วเขาก็บอกว่าจะไปเรียนเชฟที่อเมริกา ตอนแรกก็ส่งก็อีเมล ส่งจดหมายไปสมัครตอนแรกไม่ได้คิดถึงเรื่องฉีกสัญญาอะไร เพราะดูก่อนว่าทางมหาวิทยาลัยจะตกลงรับเราไหม พอเขาส่งกลับมาว่า Congratulations เราก็อ้าว !! รับแล้วเหรอ ก็ตอนนั้นเราก็โทรหาที่บริษัทเลยว่าขอไปเรียนต่อนะครับ ตอนนั้นเราก็กำลังถ่ายละคร ถ่ายหนังอยู่ด้วยเขาก็บอกว่าได้เครียดงานให้เรียบร้อยแล้วค่อยไป ใจดีครับ เพราะเราไม่ได้ไปทำอะไรที่ผิดกับสัญญาเราไปเรียนต่อ ซึ่งเขาก็เซ็นยกเลิกสัญญาให้

มีเสียดายไหม เงิน งาน ชื่อเสียงในวงการ

ตูน : ตอนนั้นไม่รู้สึกว่าเสียดายเลยครับเพราะตอนนั้นใจของเราอยู่ที่ นิวยอร์ค แล้ว ความฝันที่แท้ของเราที่เรารอมานานอยู่ข้างหน้า แล้วคือเราเก็บเงินเพื่อตรงนี้พร้อมแล้วที่จะไป

เห็นว่าพอไปถึงที่ นิวยอร์ค ก็ไปสร้างชื่อเสียงในชั้นเรียนที่โน้นให้กับคนไทยมาก ในการทำ ทับทิมกรอบ โชว์ในชั้นเรียน

ตูน : คือ ตอนที่เราได้เข้าไปเรียนแล้ว เขาก็จะมีชั่วโมงเรียนที่ให้ทำอาหาร เอเชีย ซึ่งในห้องเรียนก็จะมีทั้ง เกาหลี ญี่ปุ่น ก็จะวนกันทำไป พอถึงวันของเราเขาก็ให้เราทำอาหารโชว์ตอนนั้นเราก็คิดว่าทำอะไรดีปกติเขาก็รู้จีกดีแล้ว ผัดไท ต้มยำกุ้ง ส้มตำตอนแรกผมก็คิดว่าจะทำเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมา ทับทิมกรอบ แล้วกัน เพราะทำเป็นอยู่แล้วเป็นวิชาที่ติดตัวเรา พอทำแล้วทุกคนชอบไม่เคยเห็น อาจารย์เขาก็เลยขอสูตรไป

ตูน : เราก็เรียนการทำอาหารอยู่ 2 ปีครับ ได้มีโอกาสได้ทำงานที่โน้นอีก 1 ปี ในการเป็นเชฟ เป็นร้านอาหารปกติเลยครับที่ นิวยอร์ค เป็นเอเชียนฟู้ดเป็นแบบฟิวส์ชั่น

เป็นยังไงพอเป็นเชฟมืออาชีพ ไม่ได้มีคนเซ็ตไว้ให้ แต่เป็นสิ่งที่เราลงมือทำเองจริงๆ

ตูน : เครียดครับ หลายคนถามว่าเหมือนกับรายการที่ดูไหม ที่เขาเขวี้ยงกระทะ อะไรกัน เป็นแบบนั้นไหม ใช่เลยครับ ถ้าเชฟสั่งอะไรเราตอบได้คำเดียวเลยครับ Yes เชฟ ต้องทำได้ทุกอย่าง ถ้า No คือไล่กลับบ้านเลย เพราะระบบเชฟที่อเมริกา คือ เขาทำกันแบบระบบทหาร

ตูน : อย่างไลน์ผมที่ไปทำงานเป็นแค่ระบบไลน์ คุ๊ก ยังไม่ใช่ เชฟ นะครับ เช่น คนนี้ต้มมคนนี้ผัด เราต้องตอบว่า Yes เชฟๆ คำเดียว คือที่ร้านที่ทำงาน เชฟ เขาจะมีกฎเหล็ก จะมี 2 ข้อคือ เชฟถูกต้องเสมอ ข้อสองคือ ถ้าเชฟทำผิดให้กลับไปดูข้อหนึ่ง เราก็โดนด่าโดนขว้างกระทะมาตลอด คือที่เราโดนด่าคือ แบบครั้งออร์เดอร์เยอะเราทำไม่ทัน บางอย่างไม่สุก ทำอาหารหน้าตาไม่ตรงกับของเขา คือ อย่างบางคนบอกว่าทำไปเถอะเขฟไม่รู้หรอก ไม่ใช่นะครับ เขารู้ทุกอย่าง เขาจะเดินเช็คตลอด

ตูน : อย่างบางคนเข้าใจนะครับ เขาทำอาหารทั้งคืน ทำ 1,000 จาน เราทำผิดจานเดียวอย่าคิดว่าไม่เป็นไรนะครับ เพราะลูกค้าที่มาทานคือ ทั้งหมดของเขาไง อันนี้ คือสิ่งที่เชฟสอนมา คือพลาดไม่ได้เลยสักจานครับ

ตูน : ที่ตัวเองโดนมาคือ ไล่ออกจากร้านเลย คือ ไล่ไปตั้งสติที่บ้านครับ เขาก็จะด่าๆเราก็รับฟัง เราไม่มีทางโต้แย่งอะไรเขาได้เลยครับ

ตูน : วันนั้น ร้องไห้เลยครับ โดนไล่กลับบ้านด้วยเรื่องนิดเดียวเองครับ เราแค่เอาถาดอะลูมิเนียมที่ใส่อาหานแล้วเราเผลอวางไว้ที่พื้น แล้วเชฟเห็นคือเขาไล่เลย go home เราไม่เถียงครับเพราะเรารู้ว่าเราผิด เพราะตอนนั้นยุ่งมากแล้วเราคิดว่าเดี๋ยวเราค่อยเก็บ เราคิดแค่นั้น แล้วพอเชฟไล่เราก็ไปยืนซึมๆหน้าร้าน

ซึ่งตอนนั้นเห็นบอกว่าวิธีปลอบใจตัวเอง คือ เอาตัวเองไปแช่ตู้เย็น

ตูน : คือ ที่โน้นเขาจะมีห้องเย็น บางจังหวะเราโดนเชฟด่า จนหัวร้อน อย่าด่านะแต่ทำไม่ได้ เราเข้าไปในห้องแช่เย็นเพื่อให้ใจมันเย็น

จากวันหนึ่งที่โดนเชฟ ด่าๆ แต่แล้วชีวิตเปลี่ยน เพราะว่าแฟนคลับเอเอฟมาทานข้าวที่ร้านแล้วจำตูนได้ แล้วเป็นยังไง ??

ตูน : คือร้านเป็นแบบครัวเปิด แล้วตอนนั้นเราก็ทำอาหารอยู่แล้วเชฟเดินเข้ามาถามว่าเคยเป็นนักร้องเหรอ เราก็คิดว่าเขารู้ได้ยังไง ใครบอก เขาก็ถามเราว่าทำไมไม่เห็นเคยบอกเลย ว่าเป็นนักร้อง เราก็บอกว่าจะบอกทำไมมันไม่เกี่ยวกับการทำอาหารนิ สุดท้ายคือเขาก็ปริ้นรูปผมมาแปะทั่วครัวเลย แล้วก็บอกว่าเปิด Mv ให้ดูหน่อย แล้วก็ชวนผมไปร้องคาราโอเกะ ประชันเสียงกัน

หลังจากที่ไปสั่งสมประสบการณ์มามากมาย ตอนนี้กลับมาอยู่ที่เมืองไทยแล้ว ทำอะไรอยู่บ้าง ??

ตูน : เป็นเชฟประจำร้านขนมของญี่ปุ่น แล้วก็โตเกียวมิลค์ชีส  ช่วยดูแลให้ครับ

ตูน : แล้วก็เป็นอาจารย์สอนอยู่ด้วยครับ ตอนนี้ที่มหาวิทยาลัย กรุงเทพ แต่เทอมนี้ยังไม่ได้ไปสอนครับ ติดโควิด เรียนออนไลน์ไป

ตอนนี้ต้องเรียกอีกอย่าง คือ เชฟ พ่อลูกอ่อน ต้องขอแสดงความยินดีด้วยตอนนี้เป็นคุณพ่อแล้วลูกตอนนี้ 7 เดือน คือ น้อง ธิดา นั่นเอง รู้สึกเป็นยังไงบ้าง

ตูน : ตื่นเต้นมากครับ คือ เรายังไม่ค่อยพร้อม แต่สุดท้ายพอน้องมาแล้ว มันลืมทุกอย่างหมดเลยจิตใจเราอยู่แค่เขาจริงๆ ถามว่าปรับตัวเยอะขนาดไหน ปรับเยอะมากเลยครับ คือ ผมเพิ่มเข้าใจการอิสระความเป็นส่วนตัว ผมเพิ่งเข้าใจตอนที่มีลูกเลยครับ เพราะเราต้องเสียสละทุกอย่างของที่เราเคยอยากได้อยากมี เวลาที่เราทำโน้นนี่ ทุกอย่างมันไปหมดเลย ไปลงที่ลูกหมดเลย อย่างเราเป็นคนชอบสะสมรองเท้ามาก แล้ว ภรรยาเราจะน้อยใจเพราะผมรักรองเท้ามากเราจะทำความสะอาดทุกครั้งหลังใส่ แต่ตั้งแต่มีลูกยังไม่เคยซื้อเลย

ทุกวันนี้ใครเป็นคนทำอาหาร

ตูน : ผมครับ เพราะภรรยาทำอาหารไม่เป็น อาหารลูกเราก็เป็นคนทำทั้งหมด ตอนหลังๆก็เริ่มสอนภรรยาบ้างแล้วครับ

เห็นว่ามีโครงการที่อยากเปิดโรงเรียนสอนทำอาหาร สำหรับเด็ก ???

ตูน : ใช่ครับ หลังจากที่ผมได้ไปสอนทำอาหารทำให้ผมรู้ว่าผมชอบสอนทำอาหาร แต่พอมีลูกเราคิดว่าเราสอนเด็กดีกว่าเพราะเราก็อยากสอนลูกเรา แต่มันเป็นโครงการที่คิดและวางแผนไว้ คิดว่าอยากทำเป็นโรงเรียนที่พ่อแม่พาลูกมาร่วมทำด้วยกันได้ ในอนาคตก็อาจจะเปิดสอนขึ้นมาครับ

 

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

ยังไม่ทันได้ถกวิกฤตน้ำมัน! ไอซ์ ฉะ โสภณ หลังสั่งปิดประชุมทันที พออนุทิน ได้ตำแหน่งแล้ว

‘อรรถพล’ลงตรวจ‘คลังน้ำมัน’ สั่งเร่งกระจายน้ำมัน-ไล่เช็ค‘จ๊อบเบอร์’สกัดตั้งราคาขายเกินควร

‘ไอซ์- จักรพงษ์’ Manhunt Thailand 2026 เปิดบทใหม่ของเวทีนายแบบไทย 'สุภาพบุรุษเพื่อสังคม'

จอมขมังเวทย์อ่างทอง ควบม้าคู่ใจหาซื้อน้ำมันเติมรถ จอดน้ำมันหมดกลางทุ่งนา

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved