'ดีเจภูมิ' 23 ปีในวงการทำงาน 7 วัน 10 ปีไม่เคยหยุด! เผยจุดเปลี่ยนที่ทำให้เลิกกลัวดราม่า

'ดีเจภูมิ' 23 ปีในวงการทำงาน 7 วัน 10 ปีไม่เคยหยุด! เผยจุดเปลี่ยนที่ทำให้เลิกกลัวดราม่า

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.24 น.
Tag :

“คุยกับบูม” สัปดาห์นี้เปิดชีวิตอีกด้านของ “ดีเจภูมิจากลูกนักการทูตที่โตต่างแดนสู่วีเจปากกล้า ที่เคยโดนดราม่าถล่มทั้งประเทศ เล่าย้อนช่วงชีวิตทำงาน 7 วัน 10 ปีไม่เคยหยุด จนเสียงพังต้องเข้าโรงพยาบาลฉีดสเตอรอยด์เพื่อขึ้นเวทีต่อ พร้อมเผยจุดเปลี่ยนที่ทำให้เลิกกลัวดราม่า และค้นพบมหาสมุทรของตัวเองในโลกคอนเทนต์ที่พาไปถึงพันตอน 1,000 ล้านวิว และวันที่พูดได้เต็มปากว่า…ผมไม่ต้องแสดงว่าชีวิตเพอร์เฟกต์อีกแล้ว

 


มาเป็นดีเจได้ยังไง ?

ดีเจภูมิ : พี่ตัดสายสะดือเข้าสู่วงการบันเทิงตอนนู้นเมื่อ 23 ปีมาแล้วมั้งเพราะปีนี้พี่ 46 เข้ามาในวัยอายุ 23 จบมาอยู่เมืองไทยได้ประมาณสัก 2 ปี 7 ขวบคุณพ่อตอนนั้นเป็นนักการทูต ก็เลยถูกส่งไปอยู่ที่ออสเตรีย พวกเราทั้งครอบครัวก็ย้ายกันไปอยู่ที่ออสเตรียตอนพี่ 7 ขวบ คุณพ่ออยู่ที่ออสเตรีย 3 ปีก็ย้ายไปอยู่ที่อังกฤษไปประจำที่อังกฤษ เป็นนักการทูตแต่เป็นผู้ช่วยทูตนะไม่ได้เป็นทูต อยู่ที่อังกฤษตั้งแต่ 10 ขวบไล่ยาวจนเรียนจบ แต่คุณพ่ออยู่ที่นั่นประมาณสัก 3-4 ปี แล้วก็ย้ายกลับมาเมืองไทยพี่ก็เข้าสู่โรงเรียนประจำที่อังกฤษ แล้วก็มหาลัยฯ ที่อังกฤษจนเรียนจบแล้วก็ค่อยกลับมาเมืองไทยตอนอายุ 21

 

อายุ 21 จนถึง 23 ทำอะไรก่อนจะเป็นดีเจ ?

ดีเจภูมิ : ช่วยคุณแม่ คือพี่จบวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมมาตอนนั้นที่เมืองนอกบูมมาก แต่จำได้ว่าตอนที่ไปเรียนครูก็บอกว่า ถ้าเกิดว่าคุณอยู่ที่ยุโรปมีงานเยอะนะ แต่ในเอเชียตอนนั้นคือยังไม่ค่อยดี เราล้าหลังยุโรป 10 ปี คือคุณเลือกผิดวิชามันล้ำไปนิดหนึ่ง วิชาผมล้ำไปหน่อย

 

ตอนนั้นชอบไหม ?

ดีเจภูมิ : ไม่ชอบ ไม่ได้อินด้วยแล้วในช่วงที่พี่ปิดเทอมพี่ก็ลองมาฝึกงานทางด้านนี้ พี่มาฝึกกับบริษัท Volvo Thailand ซึ่งมีเหมือนกับเป็นจุดแข็งก็คือเรื่องของสิ่งแวดล้อม มันก็ไม่ได้ทางเราเท่าไหร่ ก็เลยรู้สึกว่างั้นเราลองหาอะไรอย่างอื่นทำ ระหว่างที่กำลังรอหาอะไรอย่างอื่นทำเแม่ก็บอกมาช่วยแม่เรื่องของ recruitment แม่พี่ทำโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ พี่ไปเป็นเหมือนกับ Camp leader ก็เหมือนกับเป็นครูผู้ช่วย ช่วงเวลาปิดเทอมแล้วพาเด็ก ๆ ไปเข้าค่าย แล้วเราก็รู้สึกว่าสนุกกับการได้อยู่กับเด็ก ๆ สนุกกับการได้ใช้เวลากับเขา ซึ่งตอนแรกเราไม่ได้คิดว่าเราจะชอบเด็ก คืออย่างนี้เด็กคนหนึ่งตอนนั้นที่เรายังอายุไม่ได้เยอะมากเราก็จะมีจินตนาการว่าเราเป็นคนยังไง หรืออยากจะเป็นอะไร แต่อยากจะบอกหลาย ๆ คนที่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าคุณอาจจะยังไม่ได้มีแพชชั่นกับอะไร หรือไม่รู้ ไม่มีเป้าหมายกัน ถ้าคุณยังไม่รู้ก็ลองอะไรเยอะ ๆ เพราะของพี่ก็ไม่คิดหรอกว่าผมจะชอบกลายเป็นครู ก็เลยก็คิดว่าผมเป็นแบบเด็กห้าว ๆ จะชอบได้ไง แต่พอไปแล้วเราชอบมากในการทำอาชีพนี้ แล้วมันก็ต่อยอดเข้ามาถึงจุดที่เราไปประกวด MTV เราไปอกหักมาจากเด็กเลานจ์คนหนึ่ง ในวันนั้นที่พี่เป็นเด็กน้อยเคยมีความเข้าใจผิด หลงคิดว่า เราโคตรเจ๋งเลย ตอนนั้นคือจบมาจากอังกฤษใหม่ ๆ ตอนนั้นแบบเป็นเด็กนอกขับรถเบนซ์สปอร์ต แล้วตอนนั้นคือฟิตแล้วซิคแพคตัวใหญ่กล้ามโต คิดว่าโคตรเจ๋งเลย พอดีไปหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง เรารักเขาเราอยากให้ความมั่นคงเขาไม่ได้ เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไม่ได้ ดูแลเขาไม่ได้ สรุปคือไม่มีอะไรเลยเราคือเด็กโง่ ๆ เรามีทุกอย่างถ้าเปรียบเทียบกับเด็กในวัยของเรา แต่ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เลยคิดว่าผมเข้าใจผิดหมดเลย คิดว่าผมเจ๋ง ผมเก่ง เราคือเด็กโง่ ๆ ที่ใช้ตังค์พ่อแม่ ถึงเวลาแล้วที่เราต้อง become your own man หรือว่าต้องเป็นลูกผู้ชาย ตอนนั้นก็จะได้ว่าเราเลิกกับน้องคนนั้นแล้วก็โทรไปบอกเดี๋ยวจะลองไปประกวดดู ตอนนั้นเวทีแรกคือ Channel VJ Search ถ้าเราไปแข่งกับคนสัก 2-3,000 คนเราจะอยู่ตรงไหน อยากรู้เหมือนกันว่าในบ่วงโซ่อาหารอยู่ตรงไหน ตกรอบเลย ก็คือตอนไป Channel VJ Search ก็คือเข้าไปถึงรอบ 20 คนสุดท้ายก็ตกรอบไป อีก 3 เดือนให้หลัง MTV ประกวด MTV VJ Hunt ก็เป็นโครงการคล้าย ๆ กัน เป็นครั้งแรกของ MTV Thailand ก็ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดพลาดจาก Channel V ก็เอาไปแก้หมดเลยแล้วก็ชนะ VJ Hunt มาก็เลยตัดสายสะดือ สมัยก่อนคนจะเรียกว่าวีเจภูมิ ก่อนที่จะเป็นดีเจภูมิ เรียกว่าวิดีโอจ๊อกกี้ตอนนั้น คนที่ควบคุม music video

 

ตอนที่รับงานเยอะที่สุดเป็นยังไง ?

ดีเจภูมิ : พอเป็น VJ ได้สักพักหนึ่งตอนแรก ๆ คือมีงานติดต่อเข้ามาเยอะแต่ว่าพี่ไม่ได้รับงานข้างนอกเลย เพราะว่าเราหวงงาน VJ มากเพราะพี่เข้าไปในฐานะ VJ ที่ไม่มีชื่อเสียงเลย แล้วก็จำได้ว่าในช่วงประมาณสัก 2-3 เดือนแรกคือเราไม่ได้รับงานอะไรเลย เพราะว่าเวลาลูกค้ามาเขาอยากได้วีเจที่ดังอยู่แล้ว พี่วู้ดดี้ก็เป็น VJ รุ่นพี่ที่นั่น สมัยก่อนนี่คือซุปเปอร์สตารทั้งนั้น เขาก็จะเอาพวกคนที่ดัง ๆ ไป แต่เวลาที่มีงานแบบไม่ได้สวยหรูเหลือ งานแรกพี่น่าจะแข่งชนควายที่สุพรรณฯ หรือสักอย่าง มันจะเป็นแบบโซน ๆ อย่างนั้นแล้วเราก็ไป ตอนนั้นคือเสียดายที่เราเริ่มเข้ามาในวงการนี้ช้า ถ้าเกิดว่าเราเริ่มเร็วกว่านี้คงดี แต่ตอนนี้เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้แล้ว สิ่งที่เราทำได้ก็คือเรา work hard หมายความว่าอะไรหมายความว่าปีหนึ่งสมมติว่าคุณมี weekend อยู่ 52 weekend วันหยุดที่ชาวบ้านเขาหยุด 52 weekend แต่ถ้าคุณทำงานคุณน่าจะเริ่มไล่ตามได้แล้ว ปีหนึ่งได้ 104 วันแล้ว ถ้าคุณไม่หยุดปีใหม่บวกไปอีก 5-6 วัน คุณไม่หยุดสงกรานต์บวกไปอีก 4-5 วัน คุณไม่หยุดอะไรเลยคุณจะสามารถบวกได้ทุก ๆ 2 ปีคุณแทบจะตามเได้ปีหนึ่งแล้ว นั่นก็คือ mindset เลยว่าตามให้ทัน แซงเขาให้ได้ โดยการขยันและห้ามหยุดเลย สงกรานต์เป็นช่วงที่แบบเหนื่อยมากเพราะว่าต้องลดน้ำหนัก ต้องรีด ของพี่มันจะเหนื่อยตรงที่ว่าพี่จะขึ้นเวทีที่ Route 66 ซึ่งเป็นเวทีที่เราต้องโชว์หุ่นทุกปี หมายความว่าคุณกินได้น้อยมาก แต่คุณต้องอยู่บนนั้นทั้งวัน โดนน้ำฉีด ใช้เสียง 6-7 วันติดต่อกัน หลังจากนั้นวันไหลจ้างอีก ซึ่งภายในประมาณวันที่ 2 ที่ 3 คือพี่จะน็อคแล้ว เสียงจะฟรีซ พูดไม่ได้แล้ว ลงจากเวที เข้าโรงพยาบาลฉีดสเตอรอยด์ขยายหลอดเสียงนอน วันรุ่งขึ้น ขึ้นเวทีอย่างนี้ทุกวันแล้วไม่หยุดเลย 10 ปี 7 วันไม่เคยหยุดเลย mindset ตอนนั้นมันคือพยายามที่จะสร้างตัวเองให้มันยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ของพี่รายการสด MTV คือจันทร์-ศุกร์ แล้วก็มีงานอีเวนท์ มีงานโชว์ตัว มีงานอะไรก็ปะปลายกันไป ส่วนทุกเสาร์อาทิตย์ตอนเช้าตรู่พี่จะไปจัด Virgin Radio แล้วก็ทุกวันอาทิตย์จะไปจัดรายการสดที่ Nation TV อันนี้คือตารางตอนนั้นที่เป็นรายการล็อคไว้แล้ว แล้วก็มีอยู่ปีใหม่วันหนึ่งก็คือพี่เพชรน่าจะจัดได้ประมาณ 5-6 เดือนแล้วเขาก็มีแฟนคลับเขาก็โด่งดังแล้ว เหมือนกับตอนนั้นน่าจะเป็นพี่ลีน่าเป็นบอสใหญ่ของ Virgin Radio เขาก็บอกคุณ 2 คนเคมีดีนะ ตอนนั้นเรายังไม่เคยได้จัดกันด้วย แต่ดูเหมือนเอเนอร์จี้ถ้าเข้ากันน่าจะดี วันปีใหม่ 2 ชั่วโมงลองมาเคาท์ดาวน์ด้วยกัน เป็นครั้งแรกที่เราได้มาจัดรายการด้วยกัน ตอนนั้นพี่ก็มีชื่อเสียงในฐานะ ‘วีเจปากหมา’ ส่วนเพชรจ้าก็จะดัง ‘ดีเจบ้าพลัง’ ประมาณนั้น แล้วก็มาเจอกันในวันปีใหม่ จำได้วันปีใหม่นั่นเครื่องทำ sound effect มันพัง เราก็ “ฉิบหายแล้วเดี๋ยวไม่มัน เอาไงดี” วิ่งเข้าครัวไปหาหม้อ หาตะหลิว หาอะไรคือเป็นเหมือนตลกคาเฟ่เลย มันสนุกมากแล้วมันก็เดือดมากมันมันปากกันมากซึ่งอยู่ ๆ แมสเสจมันเข้ามา มันสนุกมาก เรตติ้สูงมาก สูงจนน่าตกใจ สูงแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เขาก็เลยคิดแล้วงั้นพวกเธอ 2 คนมีมีศักยภาพ คือต้องทำด้วยกันแต่ว่าต้องเอาให้อยู่ในกรอบเกณฑ์ให้ได้

 

เริ่มทำ Content creator ประมาณเมื่อไหร่ ?

ดีเจภูมิ : มันจะเริ่มแบบที่เราไม่รู้ตัวเลยตอนที่ Instagram เริ่มเข้ามา พอยุค Instagram เริ่มเข้ามา Facebook เริ่มเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัวเราก็เริ่มสร้าง social Branding แล้วก็คือ Personal Branding เราก็จะอัพรูปของเรา อัพไปอัพมาแต่ว่าเราไม่ได้คิดว่ามันจะสามารถเปลี่ยนเป็นอาชีพหรืออะไรได้ แล้วมันก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เวลาที่เราไปออกงานบางทีเขาจะขอให้เราช่วยลง Instagram ให้หน่อยได้ไหมว่าจะมางานนี้ สมัยก่อนพี่จะมีอาชีพเป็นพิธีกรบ้างหรือว่าไปเป็นแขกรับเชิญ หรือเป็นเซเลปบิตี้ที่ไปเดินถ่ายรูปในงานอะไรประมาณ ซึ่งมันมีอยู่ช่วงหนึ่งเวลาเรารับรับงานอีเวน์เมื่อประมาณสัก 15-16 ปีแล้วแค่ไปโชว์ตัวในงานรายได้เขาอาจจะจ้างเราสัก 10,000-20,000 แล้วแต่งาน แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งจำได้ว่าดีเจภูมิไม่ต้องมางานก็ได้แต่ช่วยฝากโปรโมทงานหน่อย เดี๋ยวให้ 30,000 แล้ว เราก็แบบอะไรวะทำไมแค่โพสต์ของลงมีค่ามากกว่าชีวิตผมอีก นั่นคือความคิดของผมในตอนนั้น แล้วมันก็เริ่มที่จะมาอยู่ยุคแรก ๆ เลยที่ดาราเริ่มทำธุรกิจ ตอนแรก ๆ นั่นก็คือจะเป็นดาราจับมือกันกับนักธุรกิจก่อน เดี๋ยวคุณหมอคนนี้ก็จะเอาคอลลาเจนมาเสนอดาราคนนี้ ซึ่งพี่ก็มานั่งคิดดูว่าเราสามารถที่จะใช้โซเชียลแพลตฟอร์มของเราช่วยทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ได้ก็คิดอย่างนี้ แล้วในวัยนั้นของพี่การจ้างรีวิวหรือว่าโปรโมทสินค้าได้โพสต์ละ 50,000 บาท ซึ่งเราก็เลยมองว่าถ้าเกิดเราทำธุรกิจส่วนตัวพี่ก็ตีว่ามูลค่าการตลาดพี่คือ 50,000 บาทต่อโพสต์ สมมติว่าเราโพสต์แค่อาทิตย์ละ 1 ภาพ โปรโมทธุรกิจของตัวเราเองก็มูลค่าการตลาด 200,000 แล้วต่อเดือน ก็ปีละ 2,400,000 แล้ว มูลค่าการตลาดเรามีมูลค่าตั้งปีละ 2,400,000 เลยเหรอก็คิดง่าย ๆ แค่นี้ งั้นเราทำลองทำผลิตภัณฑ์ดีกว่า นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการทำผลิตภัณฑ์ตัวแรกซึ่งก็คืออาหารคลีนดีเจภูมิ

 

ทำเองหรือว่าพี่มีทีมช่วย ?

ดีเจภูมิ : อันนั้นคือพี่ทำกันน้องชาย พี่ทำเองประมาณสัก 2 สัปดาห์แรกแล้วก็เจอกับปัญหาเยอะแยะมากมาย ซึ่งสนุกมากเรียนรู้เยอะมาก ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้แบบเริ่มการทำธุรกิจด้วยตัวเองครั้งแรก ๆ ดีเจภูมิเมนูเป็นจุดริเริ่มให้ทำอยู่ YouTube คือดีเจภูมิเมนูตอนนั้นเป็นอาหารคลีนซึ่งเป็นสูตรที่เราคิดค้นขึ้นมาเอง แต่ว่าสมัยก่อนก่อนที่เราทำการตลาดตอนแรก ๆ สุดเลยแค่คุณถือกล่องอาหารแล้วก็ยกนิ้วโป้งคนซื้อแล้ว ขายกันแบบขายดิบขายดี แล้วก็สักพักหนึ่งดาราทุกคนหรือว่าคนที่มี Follow เยอะ ๆ ก็เริ่มทำการตลาดออนไลน์มันก็เต็มไปด้วยการโฆษณา พอมันเต็มไปด้วยการโฆษณาคนก็เริ่มที่ที่จะเบื่อกับการมานั่งดูโฆษณาพวกนี้ เราก็ต้องเปลี่ยนจำได้ว่าจากที่ถ่ายรูปหรือให้เพื่อนถ่ายรูปมันไม่ได้แล้ว เราต้องมี Testimonial ด้วย ‘ฉันกินไป 2 อาทิตย์ลดลงไป 4 กก.’ ถึงจะเริ่มขายได้ หลังจากนั้นก็เริ่มไม่ได้อีกการตลาดก็ต้องเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เริ่มที่จะทำวีดีโอสอนการทำอาหารคลีนในบ้านของเรา ‘ทุกคนเดี๋ยวไปทำข้าวผัดแบบไร้น้ำมันให้กิน’ ‘ทุกคนเดี๋ยวจะทอดไก่โดยไม่ใช้น้ำมันให้กิน’ ‘เดี๋ยวจะมีไข่เจียวเดี๋ยวจะมีไข่ดาวโดยไม่มีน้ำมันให้กิน’ แล้วทุกคนอาหารคลีนสำคัญมากดีต่อตัวคุณสุขภาพคุณและคนที่คุณรัก คุณต้องลองไปฝึกทำกันนะมันจะช่วยชีวิตคุณดีเลย ถกซิกแพคให้ดูอีก แต่ถ้าคุณไม่สะดวกจริง ๆ ผมมีขายนะครับ มันเป็นคอนเทนต์ในการให้ก่อน เขาก็เอาไปฝึก ได้ความรู้ เอาไปลองทำ แต่ว่าวันนี้วันไหนไม่สะดวกก็ซื้อของเรา

 

คนที่เข้ามาตามช่องเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยตามมาก่อนเปล่า ?

ดีเจภูมิ : มันอย่างนี้คือตอนที่พี่เริ่มทำพวก Instagram มันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่ได้ไปเป็นพิธีกรบน Route 66 ทุกวันสงกรานต์ที่ต้องโชว์ซิแพค มันก็มีช่วงหนึ่งที่พี่อินกับสุขภาพมาก แล้วพี่ก็ไปซื้อ Online Coaching มาจากเมืองนอกแล้วซิคแพคแน่นมาก ในสมัยนู้นคนไทยยังไม่มีซิกแพคเลย ไม่มีใครมีเลย เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องของโภชนาการและการออกกำลังกาย พี่ก็เริ่มทำบบงง ๆ เลยคือโพสต์ไปใน IG เลยว่า เห็นคนสนใจเรื่องของโภชนาการเยอะมากวันนี้ผมมาเดินที่พารากอนนะครับ ผมจะนั่งอยู่ที่ Starbucks ใครสนใจก็มาถามผมได้ มาเต็ม Starbucks เลย แล้วหลังจากนั้นพี่ก็จัดเป็นสัมมนาคือไม่เคยคิดตังค์ใครเลยนะ ก็มี FC นี่แหละเป็นเจ้าของแลมป์ติจูดที่ทองหล่อ เขาให้พื้นที่ใหญ่เลย คนมากันเต็มเลยเพื่อมานั่งฟัง เพราะฉะนั้นเราเลยกลายเป็นไอดอลเรื่องออกกำลังกาย แล้วก็ไปทำรายการกับ VRZO ชื่อ What the Fat ให้ความรู้เรื่องการออกกำลังกาย สร้างซิคแพค มันก็เลยมีคนที่ติดตามเรื่องของ Health และ Wellness เยอะ ผนวกกับตอนแรกคืออยากทำธุรกิจเราคิดว่าเราต้องทำธุรกิจที่เราแพชชั่นและมีความรู้มากที่สุด มันก็เลยคิดถึงอาหารคลีนก็เลยมาทำอาหารคลีน เพราะฉะนั้น Follower ของเรากลุ่มหนึ่งก็เป็นคนที่ติดตามเรื่องของ Health and Wellness อยู่แล้ว มันผนวกกันดีมาก ทีนี้กลับมาเรื่องของพาร์ทของการทำธุรกิจ ต้องบอกว่าผมเป็นนักธุรกิจที่แย่มาก คือหลายคนมองว่าเราประสบความสำเร็จแต่ว่าไม่ใช่ เงินก่อนหน้านั้นก่อนทำธุรกิจ มีเงิน มี Lamborghini มีเรือยอร์ช มีอะไรคือเงินจากเป็นอาชีพบันเทิงมา 10 กว่าปี 7 วัน 7 คืนไม่ได้นอน พอมาทำธุรกิจตรงนี้พี่ก็มาให้น้องชายมาบริหารจัดการ แล้วจำได้ว่าน้องชายพี่จบธุรกิจมา พอเข้ามาในห้องประชุมน้องชายก็จะรู้แล้ว โอเคทุกคนเดี๋ยวเราต้องมาลดคอร์สอย่างนี้ เดี๋ยวสต๊อกของตัวนี้ เราต้องพยายามปรับกันการใช้ค่าไฟคือเขาวางระบบธุรกิจ ซึ่งผมงง เหวอ ครับ พูดอะไรกันอยู่ไม่เข้าใจเลย พี่ก็เลยถามน้องแบบมันมีอะไรที่พี่ทำได้ไหม มีอะไรให้ช่วยบอกนะ คือถ้าไม่บอกพี่ก็ไม่รู้ น้องพี่ก็บอกพี่ผมทำการตลาดให้ดีสุดก็แล้วกันก็แค่นี้ ซึ่งในวันนั้น Instagram ทำวีดีโอคลิปการตลาดที่พี่ทำอยู่ มันทำได้แค่ 1 นาที เรารู้สึกการทำเมนูหนึ่งกว่าผมจะไปหั่นหมู สับมัน ต้ม ผัด ชิม ผมตัดได้นาทีหนึ่ง แล้วตอนนั้นไม่มี voice over ด้วย เอาภาพเรียงอย่างเดียวมันเลยไม่ได้อรรถรส งั้นเราลองทำ YouTube ก็แล้วกัน ก็เลยไปจ้างโปรดิวเซอร์มาคนหนึ่ง ก็มาถ่ายตัดต่อลง YouTube ซึ่งคลิปหนึ่งก็ 5-7 นาที ถ้าเกิดกลับไปดูวันแรก ๆ เลยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วที่พี่เริ่ม YouTube ก็คือทำอาหารคลีนที่บ้าน แล้วก็ใช่แล้วก็ประมาณสัก 2-3 เดือนแรกก็จะเป็นรายการที่แบบไร้ชื่อ คือผมจะคิดชื่อไม่ออก แต่หลังจากนั้นมันก็เริ่มที่จะเบื่อแล้ว ก็เดินไปตลาดไปหาซื้อวัตถุดิบแล้วก็มาทำ จนมันออกไปจับกุ้ง จับปลา แล้วมาทำ เรารู้สึกว่าเราคือคนทำครัว มันเลยเป็นที่มาชื่อแบรนด์คือคนหัวครัว คือผมคือคนหัวครัวเลย ผมอยู่ในครัวแต่ผมเป็นคนเหี้- คนหนึ่ง แล้วจักรวาลคนหัวครัวมันก็เลยเกิดขึ้นจากตรงนั้น

 

จุดที่มันทำให้รู้สึกว่าอาชีพ Content Creator กลายมาเป็นอาชีพหลักคือตอนไหน ?

ดีเจภูมิ : งงมากคือตอนแรกคือพี่ทำเพื่อเป็นการตลาดให้กับแบรนด์ แต่ว่าสิ่งที่พี่ได้กลับมาคือพี่เจอโคตรพ่อโคตรแม่แพชชั่นของตัวเอง คือเราอยู่หลังกล้องมา 10 กว่าปี เราไม่รู้เลยว่าเราเก็บเกี่ยวประสบการณ์อะไรมาบ้าง เราไม่รู้ตรงนั้น แต่พอเรามาทำโปรดักชั่นของเราเองมันเข้าใจหมดทุกอย่างเลย วิธีการนำเสนอ จังหวะการพูดคุย การตัดต่อต้องอย่างนี้ อันนี้ต้อง medium อันนี้ wide อันนี้ต้อง close คือโปรดักชั่นมันดันไปอยู่ในจิตวิญญาณของเรา แล้วมันเลยกลายเป็นเหมือนที่ไอน์สไตน์ได้เคยพูดไว้ ‘ถ้าคุณวัดคุณค่าของปลาตัวหนึ่งจากความสามารถในการปีนต้นไม้ของเขา ปลาตัวนั้นจะรู้สึกว่าเขาไม่มีคุณค่าในชีวิตนี้’ พี่เคยเป็นปลาที่พยายามปีนต้นไม้กับการทำธุรกิจ ไม่เข้าใจระบบ ไม่เข้าใจการบริหารจัดการ ไม่เข้าใจการทำบัญชีหลังบ้าน พี่ก็เป็นปลาที่พยายามปีนต้นไม้นั้น แล้วก็ทำไมฉันไม่เข้าใจ ทำไมฉันไม่เก่งเลย แต่วันหนึ่งที่ฉันเจอ Content Creating ฉันคือปลาที่เจอมหาสมุทร เราว่ายแบบมีความสุขมาก แล้วพี่มีความสุขมากกับการทำคอนเทนต์ ในวันแรกก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอาชีพเป็นอะไรได้หรอกแต่คือมันสนุกมากแล้วมันก็จากที่เราอยู่ในวงการนี่มาหลายปี พี่ไม่ได้เป็นคนที่มีแฟนคลับ ดีไม่ดีคนไม่ชอบเราเยอะกว่าคนชอบเราด้วย ดราม่าเยอะมากทั้งจริง ๆ แล้วเราไม่ใช่คนไม่ดีเลย เราไม่เคยคิดร้ายทำร้ายอะไรกับใคร แต่ว่าไม่ว่าทำอะไรก็ตามก็จะเป็นข่าวที่รุมต่อว่า รุมด่าว่าเราโดยที่มันไม่ใช่สิ่งที่เราทำจริง ๆ เลย หรือเจตนาเราเลย แต่พอมีคนหัวครัวคนได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของดีเจภูมิ เขาเข้าใจเรา 1000 EP พันล้านวิวอยู่ด้วยกันมา เขารู้เลยว่าเราเป็นคนยังไงแล้วรู้สึกว่าเราดีใจที่มีคนที่เข้าใจเราจริง ๆ แล้วนอกเหนือจากนั้นก็คือโดยที่เราไม่รู้ตัวคือเงินเยอะมาก พี่จำได้ว่ากับโปรดิวเซอร์ที่จ้างมาเคยให้ตอนแรก ๆ นะ หรือว่าคุณไม่เอาเงินเดือนไหม แล้วคุณมาทำกับผมแล้วก็แบ่งค่าวิวกันครึ่ง ๆ ซึ่งเขาก็บอกว่า ไม่พี่เพราะมันไม่ได้เงินไม่ได้อะไรเลย ก็จริง ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ ก็ทำโง่ ๆ ไปปี 2 ปีโดยที่พี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย กลับมาย้อนดูเงินในบัญชีคาบัญชีอยู่ 2 ล้านกว่าบาท ไม่เคยดูเรื่องเงินเลย นอกเหนือจากนั้นแล้วอยู่ ๆ พอมันเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาสปอนเซอร์เข้าอีก จนพี่เลิกรับงานเลยดีกว่า เพราะไปออกงานอีเวนท์หนึ่ง พี่ไปถ่ายรายการพี่ได้เงินมากกว่า ออกสมัยก่อนรายการหนึ่งได้เกือบแสน เดือนหนึ่งแค่ค่ายอดวิวไม่รวมสปอนเซอร์ 800,000-900,000บาท เราไปทำสิ่งที่รักที่สุดเลยดีกว่า

 

มี Mindset ต่อคำว่าดราม่ายังไง ?

ดีเจภูมิ : ตอนนี้คือดราม่า ผมไม่กลัวเลย แต่วันแรกเรารู้สึกมาก เราเป็นคนที่ไม่เคยเจอมาก่อนมันทำร้ายจิตใจเรามากที่อยู่ ๆ ก็มีคนมาเขียนข่าว แล้วก็คนทั้งประเทศก็ไปเสพข่าวตรงนั้นแล้วก็เข้าใจเราผิดหมดเลย แล้วพอเรามาอธิบายมันก็ไม่มีใครดูตรงนั้นแล้ว เพราะว่าเอนเกจมันไม่ได้ รู้สึกว่าทำไมเข้าใจเราผิดหมดเลย ก็พยายามแบบออกมาอธิบายว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นเลย เจตนาผมไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้วก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดด้วย ก็รู้สึกเสียใจมีการต่อต้านมีอะไรเยอะมากในวันนั้นเราเป็นคนตัวเล็ก ๆ ที่กระบอกเสียงเล็กด้วย เพจใหญ่ ๆ มีคนติดตามเป็นล้านเขามาถล่มเราทีหนึ่ง คนแห่เข้ามาไม่รู้กี่ล้าน พอผมบอกว่าขออนุญาตชี้แจงนะครับคนดูอยู่ 3,000 คน แต่วันนี้วันนี้ไม่ใช่ วันนี้คือ Follower เข้าใจเรา รู้จักเรา รู้ว่าเราเป็นคนยังไง กระบอกเสียงของเราก็ใหญ่พอที่สามารถที่จะออกมาชี้แจงได้ แล้วเพจที่เคยเล่นเราทั้งหมดทุกวันเขาก็ไม่ค่อยกล้าที่จะเอาชื่อเรามาหากินแล้ว สมัยก่อนเขาก็อยากได้แค่เอนเกจ ถูกผิดไม่รู้ เอนเกจดีเขาก็ได้ ทุกวันนี้คือไม่ค่อยมี FC เราก็น่ารัก ก็ดูแลปกป้องเราตลอดเข้ามาช่วยตลอด แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันอยู่ที่สภาพจิตใจของเราแล้วกัน เข้าใจดราม่ามากกว่า ซึ่งทุกวันนี้พี่จะรู้เลยว่าดราม่ามันเล็กหรือมันใหญ่ มันจะอยู่ที่รีแอคของโทรศัพท์มือถือ พี่ตื่นขึ้นมากำลังจะชงกาแฟกินแล้วก็มือถือดัง อุ้ยดราม่า ถ้าเริ่มรับสายกันรอบรอบวงอันนี้ตัวใหญ่เลย รู้แล้ววางมือถือเลยไม่ต้องรับเลย ไปนั่งกินเบียร์ ไปเตะบอลกับเพื่อน คืออย่าเพิ่งรีบไปอินกับมัน อย่าไปให้ความสนใจแล้วอย่าเพิ่งไปให้ไฟกับมันด้วย เพราะตอนนี้คนอารมณ์กำลังร้อนเราไม่รู้หรอกมันร้อนเลยปล่อยไป 6-7 ชั่วโมง ตกมาตอนเย็น ๆ มันดูหน่อยว่ามันเรื่องอะไร พอดูปุ๊บ 1 คือเรามีสติเต็มที่แล้ว สังคมก็เบาลงแล้ว พอดูปุ๊บอย่างแรกเลยผิดกฎหมายหรือไม่ผิดกฎหมาย ถ้าไม่ผิดกฎหมายเรื่องนี้ชิล ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลย แล้วก็รอสักวันหนึ่ง แล้วก็ออกมา ส่วนใหญ่แล้วมันก็คือพูดในสิ่งที่เขาต้องการให้ได้ยินเท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นเพื่อน ๆ ทุกคนที่เป็นดราม่าพี่ก็จะบอกว่าแค่พูดในสิ่งเขาอยากได้ยิน มันคือแค่นั้นจบ มันแค่ไม่เข้าใจ บางทีผมไปแล้วผมแบบเกิดมาโชคดีจริง ๆ ได้เป็นคนไทยเขามันก็มีคนไม่รักคนไทย ตอนนั้นก็เป็นข่าวที่บอกจิ้มจุ่มบ้านเราดีเกิดมาโชคดีเป็นคนไทย ดราม่าผมเฉย ขอโทษนะครับที่แบบผมอาจจะสื่อสารบางคนอาจจะเป็นชีวิตที่มันยากลำบาก ซึ่งผมไม่ได้เข้าใจตรงนั้น ก็โอเคก็ขอมุมมองต่างแต่ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะครับ แล้วก็เป็นข่าวดีเจภูมิออกมาขอโทษสังคมอะไรทุกอย่างก็เงียบจบ มันก็แค่นั้น คืออะไรอย่างนี้เราก็รู้ว่าใช้อารมณ์ไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้จะไปเถียงกับคนที่เขาไม่เข้าใจคุณทำไม ก็เสียเวลาเปล่า ๆ ก็เลย ผมขอโทษนะครับที่การสื่อสารของผมอาจจะทำให้หลายคนเข้าใจกันผิด ความหมายของผมคืออย่างนี้ ผมเข้าใจแล้วว่าความคิดคุณเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวรอบหน้าผมจะสื่อสารให้ดีกว่านี้นะครับ

 

อินฟลูฯ คนอื่นที่ไม่ชินกับการเจอดราม่าเข้ามาปรึกษาจะให้คำแนะนำว่ายังไง ?

ดีเจภูมิ : ให้แบบที่พี่ทำเลยซึ่งมีหลายคนมาปรึกษา แค่พยายามปรับความเข้าใจกับคน 2 กลุ่ม กลุ่มที่เข้าใจแล้วโอเค กลุ่มที่ไม่เข้าใจก็ปรับความเข้าใจกัน คุณไม่ได้ไปฆ่าใครตายนึกออกไหม อย่าพยายามที่จะเปลี่ยนความเข้าใจของเขา แล้วโลกทุกวันนี้ความเข้าใจกันมันยิ่งแตกแยกมาก ทุกวันนี้สิ่งที่มันน่ากลัวอย่างหนึ่งก็คือเวลาที่คุณคิดและคุณเชื่อในเรื่องอะไรก็ตาม คุณจะไม่ได้รับข่าวที่เป็นกลางเพราะว่าอัลกอริทึมจะส่งแต่แค่ความคิดที่คุณเชื่อ มัน bias มันลำเอียง สมัยก่อนเวลาคุณอ่านหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่ง มันจะมีแล้วนักวิเคราะห์คนนี้บอกว่าหุ้นกำลังจะขึ้น นักวิเคราะห์คนนี้บอกว่าหุ้นกำลังจะลง คุณก็ได้อ่านทั้ง 2 อัน แต่ทุกวันนี้ไม่ สมมติว่าพี่ลงทุนกับทองอยู่ทุกวันนี้อันไหนที่แบบทองคำกำลังจะขึ้นส่งให้ผมทุกวันเลย แต่คนที่เขากลัวว่าทองกำลังจะลง เขาก็จะได้แต่เสพแต่ข่าวที่ว่าตอนนี้ทองกำลังจะลง ระมัดระวังเก็บเงินไว้ก่อน มันเลยกลายเป็นว่าความคิดของคนมันแตกต่างกันไปหมดเลย คุณเลือกที่จะเชื่อแบบไหนคุณจะยิ่งโดนล้างสมองจากอัลกอริทึมและ AI

 

อยู่กับมันยังไง ?

ดีเจภูมิ : ผมว่าก็ต้องมีสติ เราต้องเข้าใจว่ามันมีคนที่คิดแตกต่างกัน 100% อย่าไปคิดว่าความคิดของเรามันจะถูกต้อง 100% จริง ๆ แล้วมันมี mindset หลาย ๆ อย่างที่เขาเรียกว่าการเลี้ยงดู culture สังคม ความเชื่อการปลูกฝังความคิดมันแตกต่างกันมาก ๆ เพราะฉะนั้นต้องพยายามที่จะเปิดกว้าง แต่สำคัญที่สุดก็คือต้องเคารพความคิดต่างให้ได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่งั้นอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้

 

พี่ภูมิก็ไม่ได้ทำธุรกิจแค่อย่างเดียว ทำอะไรมาบ้าง ?

ดีเจภูมิ : ก็อาหารคลีนดีเจภูมิเมนู ทุกอย่างเราก็ไปเรียนรู้แล้วก็ไปทำธุรกิจที่ 2 คือน้ำ Zerocal น้ำเพื่อสุขภาพ ไม่มีน้ำตาล ไม่มีแคลอรี่เลย หลังจากนั้นก็เป็นสเปรย์ฉีดผมชื่อ Zubzero แล้วก็มีเสื้อผ้าออกกำลังกายแบรนด์สนิม แล้วตอนนี้ก็ทำรองเท้ายาง Khkshoes แล้วก็เริ่มมาจับอสังหาริมทรัพย์ การตลาดสื่อที่เรามีเพราะว่าทำสื่อมาเยอะ แล้วก็ได้ทำงานให้กับแบรนด์หลาย ๆ แบรนด์ เราขายมาหมดแล้วทุกอย่างแล้ว ทำไมถ้าเราขายของเล็กได้เราจะขายของใหญ่ได้ไหม ก็เลยเข้ามาสู่ยุคที่ลองทำอสังหาริมทรัพย์

 

ทำไมถึงอยากทำบ้าน ?

ดีเจภูมิ : น้องชายพี่กับกลุ่มญาติพี่เขามาเริ่มทำโปรเจคด้วยกัน เขาก็ทำกันมาแล้วเขาก็เก่งมากแหละ โดยเฉพาะฝั่งญาติพี่เขาทำโปรเจคมาก่อนหลาย ๆ โปรเจคแล้วแล้วก็ประสบความสำเร็จมาก แล้วตรงนี้เขาก็ดึงน้องชายพี่มาด้วยแต่น้องชายพี่ยังไม่มั่นใจเรื่องการตลาดก็เลยดึงพี่เข้ามาช่วย เราก็ทำด้วยกันแล้วก็ภายในโพสต์แรกนก็ขายหมดทั้งโปรเจค เลยอาทิตย์เดียวมั้ง แล้วหลังจากนั้นเราก็เลยแยกกันทำเป็นโครงการที่ทำเดี่ยว ๆ ไม่ได้มีญาติที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญมามาช่วยสอนช่วยแนะนำแล้ว เราก็มาลองทำกันดูว่าโปรเจคที่ 2 จะทำกันได้ดีขนาดไหน การบริหารจัดการออกแบบธุรกิจผมไม่รู้เรื่องเลย ผมให้น้องจัดการ แล้วเราค่อยมาคุยกันเหลี่ยมและมุมของการทำการตลาด มันก็จะมีการวาง RoadMap การตลาดหน่อย ๆ จนมันถึงเสร็จแล้ว แล้วก็ค่อยมาทำการตลาดแบบว่าเต็มสตีม

 

Enjoy อะไรกับมัน ?

ดีเจภูมิ : พี่เป็นคน enjoy การทำ Content Enjoy การได้มานั่งครีเอทีฟ มานั่งดูว่าเราจะทำ Content ออกมาในรูปแบบไหนให้มันไวรัล หน้าที่ของพี่หลัก ๆ ก็คือทำให้คลิปมันไวรอลให้ได้ เพราะถ้ามันไวรัลได้มันสามารถขายของได้ ไอเดียบางอันมันดีมากหนังโฆษณามันสวยมาก แต่ว่าถ้าคนมันไม่ได้สนใจมันไม่ได้แชร์เขาก็บอกว่าไอเดียที่ดีมีค่าอะไรถ้าไม่มีใครเห็น เพราะงั้นบางทีหนังโฆษณาแบบอย่างสวยอย่างดีแต่มันไม่มีใครดูก็ไม่ได้ตอบโจทย์อะไรใคร คือเราสนุกกับการที่ การขายบ้านหลังหนึ่ง 20 กว่าล้านไม่ได้เรื่องง่าย ทำยังไงดีวะ นั่งคิดนั่งประชุม มันมีไอเดียหนึ่งปุ๊บนั่งคุยกับทีมงานสะท้อนออกมาจนมันลงตัว เพราะจริง ๆ แล้วคลิปบางคลิปของพี่ตอนนี้ที่ถ่ายบางคลิปเป็นคลิปตลกคลิปสั้น 7 วินาที 6 วินาที บางทีถ่ายกัน 6-7 เทคนะ เราตัดกันเป็นระดับเสี้ยววินาที อันนี้เร็วไป 0.1 วินาทีตัดออก อันนี้ก็เป็นศาสตร์หนึ่งเหมือนกับเราเป็นเชฟคนหนึ่งที่ต้องรังสรรค์อาหารให้ออกมาให้รสชาติกลมกล่อมที่สุด

 

ฝึกจิตใจให้เข้มแข็งยังไงให้ไม่กลัวที่จะเริ่มโปรเจคต่อไป ?

ดีเจภูมิ : พี่เป็นคนไม่กลัวคำว่าล้มเหลวเลย 0% เพราะว่าเริ่มทุกโปรเจคเลยยกเว้นอสังหาฯ ไม่ได้ใช้เงินทุนอะไรเยอะเลย รองเท้าก็เริ่มกันคนละ 200,000-300,000 บาท ภูมิเมนูก็เริ่มมกันคนละ 100,000-200,000 บาท คือพี่คิดว่าถ้าคุณอยากจะเรียนธุรกิจ คุณต้องไปที่มหาวิทยาลัยหนึ่งเสียเวลา 2-3 ปี เสียเงินเป็นแสน เอามาลงได้ความรู้เยอะกว่าอีก จะรู้ละเอียดหมดทุกระเบียบนิ้ว เริ่มเล็ก ๆ ของพี่สมัยนี้คือออนไลน์มันไม่ได้ต้องเริ่มอะไรใหญ่โต มันไม่เหมือนสมัยก่อนสมัยก่อนจำได้ว่าจะทำร้านดีเจภูมิเมนูที เพชรจ้าก็จะบอกว่าระดับดีเจภูมิต้องเปิดร้านที่ทองหล่อ ต้องแบบ 2-3 คูหาใหญ่ ๆ มันต้องสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่พี่บอกก็ไม่จำเป็นผมนั่งผัดอยู่ในห้องครัวของผมทำวันละ 10 กล่องก่อน แล้วมันก็เป็น 20 กล่องแล้วก็วันละ 30 กล่องจนมันขายวันละ 300-400 กล่อง มันก็ค่อย ๆ โตไปกับมัน โตไปกับประสบการณ์และความรู้ของเราได้ เพราะฉะนั้นคือเริ่มเลยแล้วถ้าเกิดเราทำดีที่สุดแล้วเรียนรู้จากมันแล้วรู้สึกอันนี้ยังไงก็ไม่เวิร์ค หยุดอย่าไปฝืน

 

ถ้าไม่ได้กลัวเสียตังค์แต่กลัวเสียหน้า ?

ดีเจภูมิ : ผมไม่มีอะไรจะเสียแล้วไง (หัวเราะ) คือแบรนด์พี่มันดีตรงนี้เพราะว่ามันเริ่มต้นมาจากการที่เราได้เป็นตัวของตัวเอง 100% ในรายการก่อนหน้านี้ของพี่อาจจะมีแบรนด์ที่ติดลักชูรีดูหรูหราเพราะในวัยนั้นที่เราเป็นเด็กเราก็ต้องการความยอมรับของสังคมว่าเราสำเร็จแล้ว แต่ทุกวันนี้คือพี่รู้สึกมันเบามากเพราะว่าพี่สามารถที่จะตื่นมาแล้วก็หัวฟู ๆ น้ำลายยืดแล้วก็เปิดกล้องแล้วโอเคเดี๋ยวไปอาบน้ำก่อน โดยที่เราไม่ต้องเขินไม่ต้องอาย เดินมาพุงพลุ้ย ๆ แล้วก็คือเขาเห็นตัวเราในทุกมิติจริง ๆ แล้วเขาก็รู้ว่าเราเป็นคนยังไง คำว่าเสียหน้าหรือว่า fail หรือเขินไม่เคยรู้สึกเลย ร้านดีเจภูมิเมนูก็เพิ่งเจ๊งไป ก็มาคุยกันเล่นได้เพราะว่า 10 ปีแล้ววัฏจักรมันเปลี่ยน มันเป็นเรื่องธรรมชาติแล้วยิ่งเรายอมรับกับความเป็นจริงได้คนก็ยิ่งยอมรับเราว่าเราเป็นคนจริงใจ เราเป็นคนไม่ต้องมาแสดงว่าทุกอย่างมันดีหมด ของพี่เจ๊งสัก 70% ไม่ได้เป็นนักธุรกิจเก่ง แต่ enjoy การทำแบรนด์แล้วก็สนุกกับการได้ลองอะไรใหม่ ๆ

 

พอเรายอมรับความเป็นตัวเองได้แล้วเดี๋ยวคนอื่นเขาก็จะยอมรับ ?

ดีเจภูมิ : ถูกต้องซึ่งสำคัญมาก ๆ เมื่อไหร่ที่คุณทำได้คุณจะเบาเลย ซึ่งทุกวันนี้มันมีคนที่เป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะ กดดันเยอะ เครียดเยอะ เพราะว่าเรามองแต่สื่อแล้วทุกคนมันสวยไปหมดแล้วทำไมมันรวยกันหมด โซเชียลก็คือโซเชียล เขาก็เหนื่อยเหมือนกันเพื่อไปอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าเกิดว่าตราบใดไลฟ์สไตล์คุณมันไม่ได้สอดคล้องกับชีวิตจริง ๆ คุณจะเหนื่อยตลอดกาล เมื่อไหร่ที่ยอมรับตัวเองได้เราโตเร็วที่สุด

 

3 สิ่งที่ขาดไม่ได้ในวิธีการดำเนินชีวิต ?

ดีเจภูมิ : ถ้าในชีวิตจะแตกต่างกับธุรกิจ ถ้าธุรกิจ 1 เลยคือผลิตภัณฑ์ต้องดีก่อน สามารถจะตอบสนองหรือช่วยชีวิตให้ชีวิตบางคนดีขึ้นได้จริง ๆ แล้วแทบจะแค่ 2 อย่างเลย อย่างที่ 2 คือทีมทีมนี่คือที่สุดของที่สุดแล้ว เพราะทีมมันรวมมาถึงเรื่องของ mindset ที่ดี เรื่องของวินัยมันรวมถึงความรับผิดชอบมันรวมหลาย ๆ อย่าง เพราะฉะนั้นถ้าผลิตภัณฑ์ของคุณมันดีมาก แล้วก็ทีมคุณเก่ง พี่ว่า 2 อันนี้สำคัญมากแล้วสุดท้ายก็ค่อย ๆ สร้างแบรนด์ไปก็ 3 อันนี้น่าจะเป็นจุดที่ขาดไม่ได้ของการทำผลิตภัณฑ์หรือเซอร์วิสหรือธุรกิจอันหนึ่ง ถ้าเกิดชีวิตส่วนตัวสุด ๆ ไปเลยก็คือวินัยก่อน วินัยนี่คือให้เป็นเบอร์ 1 มันสำคัญกว่าแพชชั่นเยอะมาก สมัยก่อนตอนเด็ก ๆ พี่ก็จะพูดคำว่าวันนี้ฉันมีแพชชั่นวันพรุ่งนี้ฉันไม่มีแพชชั่นเลย แต่วินัยคือคุณลุกขึ้นมาทำสิ่งที่คุณเหนื่อยเกลียดทุกวันเหมือนกับคุณรักมัน นั่นคือแชมเปี้ยนจริง ๆ 2 พี่ว่าน่าจะเป็นเรื่องของความรู้ ความรู้สำคัญ อยากจะเก่งอะไรไปหาความรู้เยอะ ๆ ไปศึกษาเยอะ ๆ ทำจนกว่าคุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ เงิน โอกาสจะเข้าหาคุณเอง มันก็คือทำ 10 อยากทำอะไรเป็นทำให้ 10 ครั้ง อยากทำอะไรเก่งทำให้ได้ 100 ครั้ง อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญทำให้ได้ 1,000 ครั้ง แล้วเงินและโอกาสจะวิ่งเข้าเข้าหาคุณเอง 3 พี่ว่าก็คือ mind set ที่ดีเพราะหลาย ๆ คนคือเราท้อเร็ว เรากลัวเร็ว เราอยู่ในกรอบความคิดของเราเองว่ามันเป็นไปไม่ได้ ตราบใดถ้าคุณมีความคิดบวก คุณจะไม่รู้สึกท้อเลย พี่บอกเลยว่าถ้าคุณอยากมาทางนี้นะ คุณแค่ลงคลิปวันละ 2-3 คลิปเท่านั้นแหละ แล้วเรียนรู้จากมันยังไงภายในปีนี้คุณก็ดัง ยังไงคุณก็ดัง เชื่อเลยเพราะคุณจะค่อย ๆ เรียนรู้แก้ไขปรับจูนจากทุกและประสบการณ์คือครูที่ดีที่สุดของประสบการณ์จะไม่หยุดสอนคุณจนกว่าคุณจะเข้าใจมัน ถ้ายังไม่เข้าใจมันก็ยังจะมาตีก้นคุณอยู่ดีเพราะนั้นถ้าอยากดังก็ทำไปเรื่อย ๆ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top