วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
“แนวหน้า” ขอพาทุกท่านไปรู้จักกับ “หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ” วัดกัลยาณมิตร ที่ซึ่งสถิตสื่อสัญลักษณ์ถึง “เจ้าฟ้ามงกุฎ” หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กับขัติยสตรี ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ถึง 3 นาง
ก่อนอื่น พึงทราบว่า “หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ” นี้ ตั้งอยู่ภายในเขตพุทธาวาสหลังพระวิหารน้อย หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเข้าหาแม่น้ำเจ้าพระยาในทิศทางเดียวกับสถาปัตยกรรมหลักในเขตพุทธาวาส ของวัดกัลยาณมิตร
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นที่หลังพระวิหารวัดกัลยาณมิตร เมื่อแล้วเสร็จจึงโปรดฯ ให้ฉลอง มีการเชิญพระอัฐิกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์กับอัฐิเจ้าขรัวทอง ตั้งกระบวนแห่ไปประดิษฐานที่หอไตร ได้สวดพระพุทธมนต์ 3 วัน มีพระธรรมเทศนา การมหรสพ 3 วัน 3 คืน ครั้นฉลองเสร็จแล้วแห่อัฐิเข้าสู่พระมหาราชวัง
เหตุแห่งการสร้างหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรตินี้ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรำลึกถึงคุณแห่ง “ขรัวตาขรัวยาย” ด้วยว่าริมคลองข้างวัด เคยเป็นที่ตั้งนิวาสสถานของเจ้าขรัวเงินและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งเป็นพระอัยกาและพระอัยกีในพระองค์ เพื่อใช้เป็นอาคารเก็บรักษาคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา ทั้งพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกา
ดังปรากฏความใน "ประกาศพระบรมราชูทิศในการฉลองหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร พระอารามหลวง ในรัชกาลที่ 4” ความว่า...
“...มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ที่ 4 ในพระบรมราชวงศ์นี้ ให้ประกาศแก่พระบรมราชวงศานุวงศ์ แลข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย แลภิกษุสงฆ์สามเณรบรรพชิตทั้งปวง ที่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา แลมนุษย์เทพยดาที่มีศรัทธาในพระธรรมวินัย บรรดาที่ควรจะได้ฟังคำประกาศนี้ หรือเฉพาะโดยวิเศษ ขอประกาศแก่พระเถรานุเถระที่อาราธนานิมนต์มาประชุมในมหกรรมการฉลองหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติครั้งนี้ให้ทราบทั่วกันว่า
เดิมที่วัดกัลยาณมิตรนี้ เป็นบ้านกุฎีจีน แลถิ่นฐานที่ข้ามตรงมาแต่วัดท้ายตลาด ซึ่งพระราชทานนามว่าวัดโมลีโลกย์ ในทิศตะวันออกเฉียงใต้นั้น แต่ก่อนเป็นที่ตำหนักเสด็จอยู่ของพระบรมราชมาตามหัยยิกา ซึ่งมีพระนามว่า กรมพระศรีสุดารักษ์ แลพระบรมราชมาตามหัยกาธิบดี ซึ่งเป็นพระชนกในกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ แต่ครั้งในแผ่นดินเจ้ากรุงธนบุรี
ครั้นมาในกาลนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว ทรงรำพึงถึงราชบรรพประเพณีซึ่งเคยมีมา เมื่อครั้งแผ่นดินที่ 3 ในพระบรมราชวงศ์นี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำริระลึกถึงพระราชมาตามหัยกาธิบดี แลพระราชมาตามหัยยิกา ซึ่งแต่ก่อนเคยเสด็จอยู่เมืองนนทบุรี จึงได้ทรงสถาปนาการสร้างพระอารามใหญ่ขึ้นที่เมืองนนทบุรี พระราชทานนามว่า วัดเฉลิมพระเกียรติ เป็นพระเกียรติยศ แล้วทรงพระราชอุทิศเป็นส่วนพระราชกุศลต่อท่านทั้งสองพระองค์นั้นเป็นเยี่ยงอย่างอยู่
ครั้งนี้ทรงพระราชดำริที่จะทรงประพฤติตามอย่างนั้น ก็แต่ในที่วัดกัลยาณมิตร ที่เดิมซึ่งเป็นที่เสด็จอยู่ของท่านบรมราชบรรพบุรุษทั้งสองนั้น ก็เป็นเอกเทศของวัดกัลยาณมิตรแล้ว เพราะเจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร กราบบังคมทูลพระกรุณาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานที่บ้านกุฎีจีน แลจัดซื้อที่เพิ่มเติมบ้างสร้างเป็นพระอารามลงแล้ว ไม่มีที่ว่างที่ควรจะสร้างเป็นพระอารามลงอย่างวัดเฉลิมพระเกียรติได้
อนึ่ง วัดน้อยในคลองบางไส้ไก่ เป็นอารามของพระบรมราชมาตามหัยกาธิบดี ได้สถาปนาการไว้แต่เดิม ชำรุดทรุดโทรมไปโดยมาก อนึ่งวัดชีปะขาวในคลองบางกอกน้อย เป็นของพระบรมราชมาตามหัยยิกา ได้ทรงสถาปนาการไว้แต่เดิม ก็ชำรุดปรักหักพังไปก็ในพระอารามทั้งสองนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ โปรดให้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ใกล้จะสำเร็จอยู่แล้ว แลยกเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามวัดน้อยในคลองบางไส้ไก่นั้นว่า “วัดหิรัญรูจี” วัดชีปะขาวในคลองบางกอกน้อยนั้นว่า “วัดศรีสุดาราม” แล้วพระราชทานนิตยภัตรพระสงฆ์ที่อยู่ในพระอารามทั้งสองนั้น
แต่ที่ในวัดกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นถิ่นฐานเสด็จอยู่ของท่านผู้เป็นพระบรมราชบรรพบุรุษทั้งสองพระองค์แต่เดิมนั้น ยังหาได้ทรงสร้างสิ่งใดไว้เป็นการเถลิงพระเกียรติยศไม่ ได้ทอดพระเนตรเห็นโอกาสที่ข้างพระวิหารใหญ่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างไว้ประดิษฐานพระมหาพุทธปฏิมากร ที่ถวายพระนามว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก” แลเป็นที่หลังวิหารข้างเหนือแลเป็นสถานที่ตรงกับสถานที่เดิมนั้นด้วยว่างอยู่ ก็ยังทรงพระโสมนัสว่า ยังมีที่ควรจะทรงสร้างเป็นหอไว้พระคัมภีร์ พระพุทธวจนะไตรปิฎก เพิ่มเติมเข้าในที่นั้น เพื่อทรงพระราชอุทิศส่วนพระราชกุศล ต่อพระบรมราชบรรพบุรุษทั้งสองพระองค์ ซึ่งเป็นเจ้าของเดิมของที่ตำบลนั้น อย่างพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างวัดเฉลิมพระเกียรติ แล้วทรงพระราชอุทิศส่วนพระราชกุศล ต่อท่านบรรพบุรุษทั้งสองพระองค์ ณ เมืองนนทบุรีด้วยจะได้เป็นประโยชน์ 3 ประการ
ประการหนึ่ง คือ จะได้เป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศของพระบรมราชมาตามหัยยิกา แลพระบรมราชมาตามหัยกาธิบดีทั้งสองพระองค์ ซึ่งเป็นเจ้าของเดิมได้เสด็จอยู่ในที่นั้น ให้ประจักษ์แจ้งแก่ประชุมชนในภายหลัง ได้ทราบเหตุที่ล่วงมาแล้วนาน ฯ
อีกประการหนึ่ง คือ วัดกัลยาณมิตรนี้ ถึงมีนามปรากฏว่า เป็นของเจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร ได้เป็นผู้สร้างแต่เดิมมา เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร เป็นเสนาบดีทำราชการฉลองพระเดชพระคุณในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๆ ได้ทรงสถาปนาการสร้างพระวิหารใหญ่ขึ้นไว้เป็นพระเกียรติยศแล้ว จะเป็นอันได้ทรงประพฤติโดยกุศลวัตรกัลยาณกรรมเป็นของน้อย ๆ ตามเสด็จสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชด้วย ไม่ทรงรังเกียจในพระราชหฤทัยเลย
อีกประการหนึ่ง คือ จะได้เป็นอันปูนบำเหน็จให้เป็นเกียรติยศเชิดชู เจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตร ซึ่งได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณ ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดทั้งแผ่นดินแล้ว แลได้เป็นอัครมหาเสนาบดี ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณ ต่อมาในรัชกาลประจุบันนี้ด้วย
เพราะประโยชน์ 3 ประการดังกล่าวนี้ จึงได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์โดยสมควร ให้สร้างเป็นหอ ควรเป็นที่ไว้พระคัมภีร์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นบาลีอรรถกถาฎีกาในพระพุทธศาสนา สำหรับพระอารามเพิ่มเติมเข้าในที่นี้ พระราชทานนามว่า “หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ” เสร็จแล้ว ทรงพระราชอุทิศส่วนพระราชกุศลต่อพระบรมราชบรรพบุรุษทั้งสองพระองค์นั้น แลทรงพระราชอุทิศส่วนพระราชกุศล ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แลพระราชทานส่วนพระราชกุศลต่อเจ้าพระยานิกรบดินทร์มหินทรมหากัลยาณมิตรด้วย...”
ลักษณะโดยรวมของหอไตรแห่งนี้คล้ายกับหอไตรเครื่องก่อโดยทั่วไป แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่า และตั้งอยู่ในเขตพุทธาวาส โดยไม่ได้ตั้งอยู่กลางสระน้ำ แต่มีกำแพงแก้วล้อมรอบ เมื่อพิจารณาตำแหน่งที่ตั้งในผังบริเวณแล้ว จะเห็นว่าหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ ยังตั้งอยู่ด้านหลังในแนวแกนของพระวิหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งของพระเจดีย์ในแบบแผนการวางผังสถาปัตยกรรมภายในพุทธาวาสแบบดั้งเดิม และยังเทียบเคียงได้กับพระอุโบสถซึ่งอยู่ด้านขวาของพระวิหารที่มีพระเจดีย์อยู่ด้านหลังในแนวแกนเดียวกัน
ประเด็นดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความหมายของ “หอไตร” ในความหมายของ “พระเจดีย์” ที่ชัดเจนอย่างยิ่งลักษณะพิเศษประการสำคัญที่แตกต่างไปจากหอไตรโดยทั่วไป คือ มีการใช้ “รูปสัญลักษณ์” เพื่อสื่อความหมายถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับที่มาและผู้สร้างสร้างหอไตรแห่งนี้
โดยปรากฏจากงานประดับหน้าบัน ซุ้มประตูและซุ้มหน้าต่าง ได้แก่ รูป “พระมหามงกุฎ” ที่สื่อถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากนี้ยังมีรูป “มณีรัตนะ” ซึ่งสันนิษฐานว่าสื่อความหมายถึงพระนาม “กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์” ซึ่งมีพระนามเดิมว่า “แก้ว” และตอนบนเหนือพระมหามงกุฎเป็นรูป “นกยูงในวงกลม” อันเป็นสัญลักษณ์ของ “ดวงอาทิตย์” สันนิษฐานว่า สื่อถึงพระนาม “สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี” พระราชชนนีในรัชกาลที่ 4
ส่วนซุ้มประดับ เหนือกรอบประตูหน้าต่าง ก็ปรากฏรูป “พระมหามงกุฎ” อยู่กลางซุ้ม อันหมายถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รูป “นกยูง” อยู่บนยอดซุ้ม อันสื่อถึง สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระราชชนนีในรัชกาลที่ 4 และด้านข้างพระมหามงกุฎ ยังปรากฏรูป “ดวงใจในรัศมีโชติช่วง” อันหมายถึง “พระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี” อัครมเหสีองค์แรกในรัชกาลที่ 4 ด้วยนั่นหมายถึงว่า ตราหรือสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ ณ หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ วัดกัลยาณมิตร แห่งนี้ สื่อถึง “สตรีที่สำคัญในพระชนม์ชีพ” ของในหลวงรัชกาลที่ 4 ถึง 3 พระองค์ด้วยกัน กล่าวโดยคำสามัญก็คือ ยาย แม่ และภริยาให้เป็นที่ประจักษ์ว่า “อยู่ในดวงใจ” และการระลึกถึงของพระองค์อย่างแท้จริง.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี