วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569
หากมองจากแผนที่ประเทศไทย คุณสามารถขีดเส้นตรงข้ามทะเลอ่าวไทย จากอ่าวหัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปถึง “หาดเตยงาม” อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้ แบบที่แทบจะเป็นเส้นตรง ตรงกันพอดี รู้หรือไม่ว่า เส้นทางดังกล่าวนี้ เป็นเส้นทางที่สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคยทรงแล่นเรือไปตามลำพัง ข้ามจากหัวหินถึงหาดเตยงามมาแล้ว
หาดเตยงาม...เป็นหาดที่ตั้งอยู่ภายในที่ตั้งของ “หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน” พื้นที่ของกองทัพเรือของสัตหีบ เป็นหาดที่เหมาะแก่การเดินเล่นพักผ่อน เพราะเงียบสงบและปลอดภัย นักท่องเที่ยวมักน้อยกว่าหาดอื่นๆ ในสัตหีบ
หาดเตยงามนี้มีความงดงาม สะอาดตา และได้รับการดูแลเป็นระเบียบเรียบร้อย เนื่องจากอยู่ในการดูแลรักษาอย่างดีของกองบัญชาการนาวิกโยธิน
ตัวหาดเตยงาม เป็นหาดทรายสีขาวค่อนข้างยาว ตรงข้ามกับหาดคือ “เกาะไก่เตี้ย” เมื่อยามน้ำลง จะพบปรากฏการร์ “ทะเลแหวก” คือปรารถแนวทรายที่สามารถเดินจากหาดเตยงามไปยังเกาะไก่เตี้ยนี้ ได้แต่ในปัจจุบันได้มีการห้ามขึ้นไปบนเกาะแล้ว เพราะต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติและแนวปะการังรอบๆเกาะไว้ โดยไม่ให้ผู้ใดไปรบกวน
หาดเตยงามแห่งนี้ ยังเป็นหาดที่อยู่ในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์สำคัญด้วยกล่าวคือ เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรทรงเรือใบฝีพระหัตถ์ประเภทโอเค ขนาด 13 ฟุตชื่อ “เวคา” เพียงลำพังพระองค์เดียว ทรงจำกัดเรือตามสเด็จฯ เพียง 3 ลำ คือ เรือของ หม่อมเจ้าภีศเดชรัชนี เรือของ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช และเรือของ พลเรือโทสนองนิสาลักษณ์ โดยเรือใบทั้ง 4 ลำออกจากหาดหน้าพระตำหนักตั้งแต่เวลาประมาณ 04.28 น.ของวันที่ 19 เม.ย.2509 ไปถึงฐานทัพนาวิกโยธินอ.สัตหีบจ.ชลบุรีในเวลา 21.28 น.
เมื่อขึ้นฝั่ง ในหลวงรัชกาลที่9 ทรงนำ “ธงราชนาวิกโยธิน” ที่ทรงนำข้ามอ่าวไทยมาด้วย ปักเหนือก้อนหินใหญ่ที่ชายหาดของอ่าวนาวิกโยธินและทรงลงพระปรมาภิไธยบนแผ่นศิลาจารึก เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่พี่น้องราชนาวีไทยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในฐานะจอมทัพไทย “ณ ที่นี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จอมทัพไทย ได้ทรงเรือใบขนาด 13 ฟุต ด้วยพระองค์เองพระองค์เดียว จากหัวหินมาถึงสัตหีบ เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2509 เริ่มเวลา 0428 ถึงเวลา 2128 ทั้งนี้เป็นพระปรีชาสามารถอย่างยอดเยี่ยม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ กองทัพเรือได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาให้ทรงลงพระปรมาภิไธยไว้เป็นสิริมงคลและเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่กองทัพเรือสืบไป”
ข้อความอันปรากฏอยู่บนแท่นหินประวัติศาสตร์ ณ อ่าวนาวิกโยธิน และที่ข้างกองหินจุดปักธง มีแผ่นป้ายจารึกกระแสพระราชดำรัสในเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า
“การแล่นเรือ สอนให้คนคิดเองทำเอง เพราะเมื่อเราลงไปแล่นเรือแล้ว เรือไม่วิ่งจะไม่มีใครมาคอยสอน ต้องคิดเองทำเองว่าลมมาทางไหน ลมแรงขนาดนี้ เราสู้ไหวไหม ถ้าไหวเราก็สู้ แต่ถ้าไม่ไหวแล้วเรายังสู้ เรือก็จะคว่ำ ถ้าลมเบาเราก็จะต้องทำอย่างไรจึงจะวิ่ง แล้วถ้าไม่มีลมเราจะทำอย่างไร เราก็ควรจะนั่งลงสักครู่ให้ลมมา ถ้าเราแล่นเรือเป็น ดูทิศทางลมเป็น ถ้าเราเป็นตัวนี้ เด็กไทยเป็นตัวนี้ แล้วนำมาใช้ชีวิต นำมาใช้ในกิจกรรมได้ ไม่มีขาดทุน เพราะรู้เทคนิคการใช้ชีวิต”
ถือเป็นพระราชดำรัสที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนได้เป็นอย่างดี “ปีเตอร์ คัมมินส์” นักแล่นใบชาวออสเตรเลีย เป็นพระสหายของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เคยทรงเรือใบด้วย ทั้งในรูปแบบแข่งขัน ฝึกซ้อม และพักผ่อน เล่าว่า ในปี พ.ศ.2514 ตนได้เป็นเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติ และได้มารับตำแหน่งเป็นนักประชาสัมพันธ์ที่ประเทศไทย รวมถึงทำงานเป็นนักข่าวฟรีแลนซ์ กระทั่งได้รู้จักกับ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ที่ทรงสนใจในกีฬาเรือใบอยู่แล้ว จนกระทั่ง พ.ศ.2528 ปีเตอร์ได้ไปทำข่าวเรือใบที่วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในคืนวันหนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานจัดเลี้ยงต้อนรับนักกีฬารวม 300 คน
ปีเตอร์ที่ทั้งมาทำข่าวและมาร่วมแข่งขันก็ได้อยู่ในงานนั้น โดยเป็นชาวต่างชาติเพียงคนเดียวในงาน ที่หม่อมเจ้าภีศเดชทรงแนะนำ “วันนั้นดีใจและตื่นเต้นมากที่ได้เข้าเฝ้าฯ จำได้ว่าได้สนทนากับพระองค์ท่านถึง 20 นาที แล้วหลังจากนั้นก็มีโอกาสได้เล่นเรือใบกับพระองค์ท่านอย่างสม่ำเสมอที่สโมสรเรือใบราชวรุณฯ ที่พัทยา” ปีเตอร์ กล่าว
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแข่งเรือใบกับปีเตอร์ คัมมินส์ อยู่หลายครั้ง ปีเตอร์ย้อนความจำถึงเหตุผลในการที่ในพระองค์ท่านทรงประดิษฐ์เรือใบขึ้นด้วยพระองค์เองว่า หม่อมเจ้าภีศเดชเคยตรัสให้ฟังว่า ตอนนั้นหม่อมเจ้าภีศเดชทรงเรือใบที่ชายหาดใกล้วังไกลกังวล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทอดพระเนตรเรือใบของหม่อมเจ้าภีศเดชเคลื่อนที่ช้ามาก จึงมีรับสั่งว่า จะทรงต่อเรือที่แล่นได้ไวกว่านี้ จนเกิดมาเป็นเรือใบประเภทโอเค และต่อตามมาอีกหลายๆ ลำ
“พระองค์ท่านทรงมีความละเอียดรอบคอบ เข้าใจในเรื่องกระแสลม กระแสน้ำ คลื่น ไม่สนใจเรือใบลำอื่น มีสมาธิกับเรือของตัวเอง พระองค์มีความคุ้นเคยกับสภาพอากาศจนสามารถดมกลิ่นของลมเลยก็ว่าได้ และเข้าใจในเรื่องของเรือใบได้ดีกว่านักแข่งอีกมาก เนื่องจากประดิษฐ์เรือใช้เองได้ด้วย”
ปีเตอร์ยังบอกอีกว่า ประเทศไทยมีนักเรือใบที่เก่งอยู่มาก สามารถก้าวไปคว้าแชมป์โลกประเภทออพติมิสต์ได้แล้วทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นคนไทยไม่ชอบเล่นเรือใบเลยด้วยซ้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงสร้างความยิ่งใหญ่ของกีฬาประเภทนี้ในประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้ และเมื่อทรงเป็นนักกีฬา จะทรงยึดถือว่า “ชัยชนะไม่สำคัญแต่ต้องเคารพกติกาอยู่เสมอ”
“ผมเคยถามพระองค์ว่าทำไมถึงทรงเรือใบ พระองค์ท่านตอบว่า เพราะเรือใบทำให้สบายใจ ทำให้มีเวลาคิดและได้พักผ่อน การที่พระองค์มีพระปรีชาสามารถในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องเรือใบมาจากความรัก ซึ่งเป็นจุดเด่นของพระองค์”เขาจำถึงพระราชดำรัสเกี่ยวกับกีฬาเรือใบของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะประโยคที่ว่า
“ทุกคนควรเรียนรู้วิธีอยู่กับธรรมชาติ เพราะธรรมชาติก็อยู่ของมันแบบนั้น เราต้องเข้าใจธรรมชาติเพื่ออยู่กับมันให้ได้”
แม้เหตุการณ์ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงบังคับเรือ “เวคา” ข้ามทะเลอ่าวไทยจะผ่านมานานแล้ว แต่ทหารนาวิกโยธินและครอบครัวที่เฝ้าฯรับเสด็จ หน้าชายหาดในคืนวันที่ 19 เมษายน 2509ยังคงจดจำภาพเหตุการณ์นั้นได้ไม่ลืม
พลเรือเอก ยุธยา เชิดบุญเมือง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ในยุคนั้นใช้ชื่อกรมนาวิกโยธิน) ลำดับที่ 8 เล่าไว้ว่า “ตอนที่เรือยังมาไม่ถึง พวกเรากังวลกันมาก เพราะค่ำมืดแล้ว สภาพอากาศก็ไม่ดี แต่แล้วทุกคนก็โล่งใจเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารนาวิกโยธินแห่งราชนาวีไทย ทรงเรือใบมาถึงหน้าหาดในราวสามทุ่ม พวกเราลุยน้ำออกไปรับเสด็จด้วยความปีติยินดี ชื่นชมในพระอัจฉริยะภาพและความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของพระองค์ เป็นเราคงไม่กล้า เพราะเรือใบลำเล็ก ต้องแล่นข้ามอ่าวมาเป็นระยะทางไกล แต่พระองค์ท่านกล้าและทรงทำสำเร็จ
“อาหารที่ทรงนำไปบนเรือในวันนั้นคือ แซนด์วิชและโปรดเกล้าฯ ให้นำน้ำชาจีนไปด้วย โดยทรงรับสั่งว่าทำให้คล่องคอดี”
หม่อมเจ้าภัคเดช รัชนี ซึ่งเป็นนักกีฬาเรือใบที่เคยแข่งขันใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเหตุการณ์ครั้งนั้น บันทึกความทรงจำว่า
“เหตุที่อาหารต้องเป็นแซนด์วิชก็เพื่อความสะดวก สามารถเสวยด้วยพระหัตถ์ข้างเดียว เพราะอีกข้างหนึ่งพระองค์จะต้องใช้ควบคุมหางเสือเรือใบตลอดเวลา
“การที่พระองค์ทรงแล่นใบด้วยพระองค์เพียงลำพังเป็นเวลานานถึง 17 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าทรงมีพระวรกายและพระพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงมาก”
ทุกวันนี้ หาดหัวหินยังคงอยู่ หาดเตยงามก็ยังคงอยู่ แต่เรื่องราวเหล่านี้ หากไม่มีผู้ใดเล่าสู่กันฟัง หาดทั้งสองที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมถึงกัน ก็จะเหลือเพียงเม็ดกรวดเม็ดทรายชายทะเล ที่ไม่มีความทรงจำใดๆให้ปวงชนชาวไทยและเหล่าทหารหาญได้ร่วมรำลึกและภาคภูมิใจ
คงมีเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งเท่านั้น ที่คนรุ่นหลังจะได้ยิน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี