วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
มีคนไทยอีกมาก ที่อาจไม่ทราบว่า ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ “วัดพระแก้ว” มี “ปราสาทนครวัด” ตั้งอยู่ หากใครได้เข้าไปกราบพระแก้วมรกตแล้ว อย่าลืมขึ้นไปที่ฐานไพที ข้างๆ พระมณฑปด้านที่เชื่อต่อถึง “พระวิหารยอด” จะพบว่ามี “ปราสาทนครวัด” จำลอง ตั้งอยู่ที่นั่น “ไกรฤกษ์ นานา” นักค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์จากเอกสารต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เคยตั้งข้อสังเกตถึงที่มาในการจำลอง “ปราสาทนครวัด” มาไว้ในวัดพระแก้วว่า เกิดจากการพยายาม “แก้ลำ” สันดานผู้นำเขมร เอาไว้ว่า
เมื่อ พ.ศ.2397 สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี (นักองค์ด้วง) กษัตริย์แห่งกัมพูชา ได้ทรงแอบส่งพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่งไปยังพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ซึ่งยึดครองประเทศเวียดนามได้แล้วในขณะนั้น
สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดีทรงส่ง “พระราชหัตถเลขาลับ” ดังกล่าว ผ่านทางสายลับฝรั่งเศสในสิงคโปร์ เพื่อขอให้ฝรั่งเศสเป็นธุระให้ สำหรับการทวงคืนดินแดนที่กัมพูชาเคยเสียไปให้กับเวียดนามในช่วงก่อนหน้านั้น ที่สำคัญก็คือ เนื้อความในตอนต้นของจดหมายมีเจตนา “ทอดสะพาน” ขอฝักใฝ่ต่อฝรั่งเศสอย่างชัดเจน ดังความที่ว่า
“บัดนี้ตูพอพระทัยรักใคร่มหาราชพระบรมนาโปเลออนคำรบ 3 เป็นเจ้านครฝรั่งเศส ก็อยากใคร่ชี้บอกใจรักซื่อตรงกับเธอ ด้วยตูเปนเจ้าเมืองเขมร ก็มีใจยินดี อยากจะผูกไมตรีกับเจ้าเมืองฝรั่งเศส จะได้มีประโยชน์ไมตรียืดยาวต่อไป นครก็จะได้กว้างขวางมีประโยชน์แก่ราษฎรเปนอันมาก เขมรกับฝรั่งเศสก็จะได้เปนไมตรีรักใคร่กัน”
พึงทราบว่า ก่อนหน้าที่ฝรั่งเศสจะยึดเมืองเว้ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของเวียดนามไว้ได้ในขณะนั้น กรุงกัมพูชาก็อยู่ในสภาพที่เป็น “เมืองสองฝ่ายฟ้า” คือ ต้องถวายเครื่องราชบรรณาการแก่ทั้ง “สยามที่กรุงเทพฯ” และเมืองเว้ของเวียดนามด้วย เรียกว่ามี “นายเหนือหัว” กระหนาบแผ่นดินซ้ายขวาอยู่เลยเชียว
พระราชหัตถเลขาลับของสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี จึงมีนัยยะแฝงทางการเมืองอยู่ด้วยว่า หากฝรั่งเศสยอมตกลง ก็จะไม่ทรงส่งเครื่องราชบรรณาการต่อสยามอีกต่อไป ดูได้จากสัญญาณผ่านคำว่า “ไมตรียืดยาว” ในพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ ที่ไม่น่าจะสื่อถึง “ไมตรีที่เท่าเทียมกัน” แบบ “สองฝ่ายฟ้า” อย่างแต่ก่อน หรือพูดง่ายๆ ว่า ยอมตนเป็นข้าของฝรั่งเศสเพื่อจะดิ้นให้พ้น “ฝ่ายฟ้าสยาม” และ “ฝ่ายฟ้าเวียดนาม” ไปพร้อมๆ กันนั่นเอง
ความนี้หรือนัยนี้ คงได้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณของรัชกาลที่ 4 ซึ่งคุณไกรฤกษ์ได้เสนอว่า
“พระราชดำริที่ให้ไปรื้อปราสาทนครวัดมาไว้ที่กรุงเทพฯ ก็คือวิธีการตอบโต้อย่างหนึ่งของรัชกาลที่ 4 นั่นเอง”
ย้อนกลับไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในเวลานั้น ทรงมีพระราชดำริให้รื้อปราสาทหินเข้ามาสร้างในกรุงเทพฯสักแห่งสองแห่ง รวมถึงที่เมืองเพชร (เพชรบุรี) ด้วย จึงมีรับสั่งให้ “พระสุพรรณพิศาล” กับ “ขุนชาติวิชา” ออกไปสำรวจหาที่เมืองนครธม นครวัด และเมืองพุทไธสมัน ว่ามีปราสาทไหนพอจะย้ายได้บ้าง ซึ่งขณะนั้น ดินแดนเหล่านั้น ยังเป็นพระราชอาณาจักรสยาม
พระสุพรรณพิศาลกับขุนชาติวิชากลับมาทูลรายงานว่า ได้ไปสำรวจมาหลายตำบลแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นปราสาทใหญ่ๆ รื้อมาคงไม่ได้ แต่ที่เมืองเสียมราฐ มีปราสาทไผทตาพรหม อยู่ 2 หลัง สูงแค่ 6 วา เห็นว่าพอจะรื้อเข้ามาได้ จึงโปรดให้มีตราไปเกณฑ์คนเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ เมืองพนมศก เป็นแรงงานให้พระพิศาลไปรื้อปราสาทผไทตาพรหมเข้ามา โดยแบ่งกำลังคนออกเป็น 4 ผลัด ผลัดละ 500 คน
ต่อมา เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (นอง อภัยวงศ์) ได้ส่งพระยาอานุภาพไตรภพ เจ้าเมืองเสียมราฐ เข้ามากราบทูลว่า ได้เกณฑ์คนให้พระสุพรรณพิศาลตามรับสั่งแล้ว แต่พอตั้งพิธีพลีกรรมบวงสรวงและลงมือรื้อปราสาทเมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2403 ปรากฏว่ามีชาวเขมรประมาณ 300 คนออกมาจากป่า เข้ายิงฟันพวกรื้อปราสาท ฆ่าพระสุพรรณพิศาลกับพระวังและลูกชายของพระสุวรรณพิศาลตาย รวม 3 คน ทั้งยังไล่แทงฟันพระมหาดไทย พระยกกระบัตร และคนอื่นๆ บาดเจ็บอีกหลายคน แต่พวกที่ถูกเกณฑ์แรงงานมาไม่ถูกทำร้าย จากนั้นก็หนีกลับเข้าป่าไป
ทรงทราบแล้ว จึงรับสั่งให้พระยาอภัยภูเบศร์ และพระยาอานุภาพไตรภพ รื้อปราสาทคนละหลังเข้ามาให้จงได้ พร้อมทั้งสืบหาผู้ร้ายรายนี้ให้ได้ด้วย
บรรดาเสนาบดีเมื่อทราบดังนั้น จึงเข้าชื่อกันทำเรื่องกราบบังคมทูลว่า ปราสาทหินที่เมืองเขมรนั้น กษัตริย์แต่โบราณได้สร้างไว้ มีอายุเป็นร้อยเป็นพันปีมาแล้ว เพื่อจะให้เป็นเกียรติยศติดแผ่นดิน หากไปรื้อเอามา คนสมัยนี้ก็ไม่มีปัญญาที่จะยกหินก้อนใหญ่ขนาดนั้นได้ หรือรื้อเอาเข้ามาแล้วทำขึ้นใหม่ไม่ได้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นอีกเหมือนครั้งนี้ ก็จะเป็นการเสียพระเกียรติยศ ขอพระราชทานให้รับสั่งงดเสียดีกว่า แต่สำหรับผู้ร้ายนั้นให้สืบสวนเอาตัวให้จงได้
เมื่อทรงพิจารณาตามคำกราบบังคมทูลของเหล่าเสนาบดีแล้ว จึงมีรับสั่งให้งดรื้อปราสาทผไทตาพรหม แต่ไม่เลิกล้มพระราชดำริที่จะให้คนกรุงเทพฯได้ดูปราสาทขอม โปรดเกล้าฯให้พระสามภพพ่ายไปลอกแบบ “ปราสาทนครวัด” มา วัดส่วนกว้างส่วนยาวส่วนสูงอย่างละเอียด ซึ่งใช้เวลาเกือบ 4 เดือน พระสามภพพ่ายได้วัดส่วนต่างๆ ของปราสาทนครวัดมาทุกซอกทุกมุม รวมทั้งลวดลายต่างๆ อย่างจดไว้ตอนหนึ่งว่า
“...มียอดปรางค์ในระหว่างกลาง ๗ ศอก สูง ๑๕ วา มีประตูและบันไดขึ้นไปจากพื้นทั้ง ๔ ปราสาท มีประตูออกจากปราสาทเข้าไปปราสาทใหญ่ หลังคาพระระเบียงเอาศิลายาว ๒ ศอก หน้าใหญ่ ๑ ศอกเศษ หน้าน้อยกำมา ๑ ทับเหลื่อมกันขึ้นไปประจบเป็นอกไก่ พื้นหลังคาสลักเป็นลูกฟูก เอาศิลาแผ่นยาวๆทับหลังเหมือนอย่างทับหลังคา ไม่มีสิ่งไรรับข้างล่างก็อยู่ได้ทั้ง ๓ ชั้น ด้วยเป็นของหนัก ถัดพระระเบียงเข้าไปเป็นลานกว้าง ๑๐ วา ถึงองค์ปรางค์ เขมรเรียกว่าปราสาท ฐานกว้าง ๑๑ วา สูง ๑๙ วา ๒ ศอก มีในร่วมข้างในที่หว่างมุม ๔ ด้าน กว้าง ๗ ศอกคืบ ตรงกลางนั้นก่อตัน หน้ากระดานสลักเป็นลายเขมร กลีบขนุน สลักเป็นครุฑ เป็นเทวดา ตั้งพระพุทธรูปไว้ในหว่างมุขทั้ง ๔ มุข มุขละองค์...”
จึงโปรดฯให้ช่างกระทำจำลองตามแบบที่ถ่ายเข้ามานั้น ขึ้นไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามจนทุกวันนี้
ขณะที่ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวถึงเรื่องเดียวกันนี้เอาไว้ว่า
“...เหตุการณ์รื้อปราสาทด้วยจำนวนไพร่พลถึง 2 พันคนนี้ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867) ซึ่งตรงกับรัชสมัยของกษัตริย์กัมพูชา คือ สมัยของพระเจ้านโรดม ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2402-47 (หรือ ค.ศ. 1859–1904) สมัยนั้นกัมพูชาตกต่ำอ่อนแอจนกลายเป็นประเทศราชของทั้งสยามและเวียดนาม ก่อนที่จะหนีไปยอมรับการเป็นรัฐในอารักขา (Protectorate) ของฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867)
...ในสมัยดังกล่าวเมืองเสียมราฐ (หรือเสียมเรียบ) และเมืองพระตะบอง ยังขึ้นโดยตรงกับทางกรุงเทพฯ โดยมีขุนนางท้องถิ่นตระกูลอภัยวงศ์ปกครองอยู่ และพระสุพรรณพิศาล ขุนนางเมืองนี้นั่นแหละ ที่ถูกรับสั่งให้ไปเป็นหัวหน้าควบคุมการรื้อปราสาทตาพรหม
...เราไม่ทราบเหตุผลเบื้องหลังที่แน่ชัดว่า ทำไมรัชกาลที่ 4 ถึงโปรดจะให้รื้อปราสาทหินมหึมานั้นจากกัมพูชาในช่วงนั้น สมัยดังกล่าวจะตรงกับการที่ฝรั่งเศสกำลังคืบคลานเข้ามาเขมือบดินแดนอินโดจีน โดยจะค่อยๆ ได้เวียดนาม กัมพูชา และลาวไปเป็นอาณานิคมตามลำดับ (โปรดสังเกตคำว่าอาณานิคมกับคำว่าประเทศราช ซึ่งเป็นระบบที่แตกต่างกันของตะวันตกกับตะวันออก) และก็แข่งกับอังกฤษที่ได้เขมือบบางส่วนของพม่าและมลายูไปแล้ว ทำให้สยามตกอยู่ในฐานะกันชน (buffer)
...แต่ที่น่าสนใจก็คือ การรื้อถอนปราสาทหินครั้งนั้นล้มเหลว และพระราชพงศาวดารฯ กล่าวไว้อย่างน่าตกใจว่า มีเขมรประมาณ 300 คนออกมาแต่ป่า เข้ายิงฟันพวกรื้อปราสาท ฆ่าพระสุพรรณพิศาลตายคน 1 พระวังตายคน 1 บุตรพระสุพรรณพิศาลตายคน 1 ไล่แทงฟันพระมหาดไทย พระยกกระบัตรป่วยเจ็บหลายคน แต่ไพร่นั้นไม่ทำอันตรายแล้วหนีเข้าป่าไป
...เป็นอันว่าในสมัยนั้น มีชาวกัมพูชาหรือเขมร ตั้งตัวเป็นเสมือนกองจรยุทธ์และก็โกรธแค้นการลักลอบเข้าไปรื้อปราสาทของเขาถึงขนาดยิงฟันบรรดาขุนนางหัวหน้าที่ควบคุมไป ถึงกับล้มตายเป็นจำนวนมาก และก็เป็นเหตุทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ต้องทรงระงับโครงการรื้อปราสาทหินดังกล่าว เปลี่ยนเป็นให้จำลองปราสาทนครวัดเล็กๆ ดังที่ พระราชพงศาวดารฯ ได้กล่าวไว้ว่า “ให้ช่างกระทำจำลองตามที่ถ่ายเข้ามานั้น ขึ้นไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามจนทุกวันนี้” ซึ่งก็คือที่ วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวังนั่นเอง”
และเมื่อนายกรัฐมนตรีฮุนเซนมาเยือนประเทศไทย ในสมัยนายกฯ พลอ.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ในช่วงของการเจรจาความเมืองยุคของการเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าของอุษาคเนย์ นายกฯ ฮุนเซนก็ยังขอแวะไปชมปราสาทจำลองแห่งนี้ ที่วัดพระแก้วด้วย
เรื่องและภาพ : จิตกร บุษบา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี