วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ และโปรดฯ ให้สร้างราชธานีใหม่ “กรุงเทพมหานคร” ที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา คนละฟากฝั่งกับกรุงธนบุรีเดิม
โปรดฯ ให้ยกศาลหลักเมืองขึ้นเป็นมงคลฤกษ์ เพื่อความวัฒนาถาวรของราชธานีใหม่ จากนั้นโปรดฯ ให้ก่อกำแพงพระนคร สร้างวัดพระแก้ว สร้างพระราชวังชั่วคราว ยกกำแพงพระราชวังและยกประตูทั้งหลายขึ้น
ประตูทั้งหมดในเวลานั้น เป็นเพียงประตูเครื่องไม้ทาดินแดงยอดมณฑปทั้งสิ้น ประตูพระบรมมหาราชวังในชั้นต้น ถูกยกขึ้นและตั้งชื่อประตูให้คล้องจองกัน เมื่อแรกสร้างประกอบด้วย 3 ส่วน คือ พระมหาปราสาท, พระราชมณเฑียรสถาน และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยพระบรมมหาราชวังมีประตูใหญ่เข้าออกโดยรอบ 12 ประตู มีชื่อเรียกต่างกัน แต่ละประตูมีชื่อที่ไพเราะและคล้องจองกัน สามารถสลับอ่านชื่อจากหลังมาหน้าได้ และยังคงความไพเราะคล้องจองกันอย่างยิ่ง โดยเรียงลำดับดังนี้
ประตูวิมานเทเวศร์, วิเศษไชยศรี, มณีนพรัตน์, ประตูสวัสดิโสภา, เทวาพิทักษ์, ศักดิ์ไชยสิทธิ์, วิจิตรบรรจง, อนงคารักษ์, พิทักษ์บวร, สุนทรทิศา, เทวาภิรมย์ และประตูอุดมสุดารักษ์และเมื่ออ่านหลังย้อนขึ้น ก็ยังคงมีความไพเราะคล้องจองกัน โดยเรียงลำดับ ดังนี้...
สุดารักษ์-อุดม, ภิรมย์-เทวา, ทิศา-สุนทร, บวร-พิทักษ์, คารักษ์-อนง, บรรจง-วิจิตร, ไชยสิทธิ์-ศักดิ์, พิทักษ์-เทวา, โสภา-สวัสดิ, นพรัตน์-มณี, ไชยศรี-วิเศษ และเทเวศร์-วิมาน
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีการสร้าง “พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท” ขึ้น ทำให้ประตูพระบรมมหาราชวังที่กลายเป็นประตูพิเศษขึ้น คือ ประตูวิเศษไชยศรี กับประตูที่ตั้งอยู่ตรงกัน คือ ประตูพิมานไชยศรี
“ประตูพิมานไชยศรี” เป็นประตูเชื่อมเขตพระราชฐานนั้นนอกกับเขตพระราชฐานชั้นกลาง ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือ เป็นประตูใหญ่ดีไซน์ฝรั่งทรงโค้ง สร้างขึ้นให้มี 2 ชั้น ชั้นนอก-ชั้นใน อยู่ด้านหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ออกแบบโดย นายจอห์น คลูนิส ในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ควบคู่ไปกับการออกแบบและก่อสร้างพระที่นั่งจักรีนั่นเอง ในภายหลังยอดพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทได้รับการดัดแปลงให้เป็นยอดปราสาทแบบไทย มิใช่ยอดโดมอย่างฝรั่ง ทว่าพระที่นั่งหลังนี้ ยังคงมีความสวยงามและสำคัญเสมอมา
ปัจจุบันประตู “พิมานไชยศรี” นี้ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินและเส้นทางสัญจรหลักเข้าสู่พระราชฐานชั้นกลาง ส่วน “ประตูวิเศษไชยศรี” เป็นหนึ่งในประตูพระบรมมหาราชวังที่คนไทยพอจะคุ้นชื่อกัน
เรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงยุคแรกเริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เป็นที่รู้กันว่า ทรงย้ายพระราชวังมาตั้งทางฝั่งตะวันออก โดยพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ แทบจะสร้างตามแบบอย่างของผังในพระราชวังหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยาทุกประการ
ในสมัยที่ รัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้มาสร้างพระราชวังใหม่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ่าพระยานั้น มิได้เรียกพระบรมมหาราชวัง หากแต่เรียกว่า “พระราชวังหลวง” พระราชวังหลวง ส่วนที่เรียกว่า “พระบรมมหาราชวัง” อย่างในปัจจุบันนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงบัญญัติขึ้น
ที่บอกว่า “พระราชวังหลวง” กรุงเทพมหานคร สร้างตามแบบพระราชวังหลวงในกรุงศรีอยุธยาแทบทุกประการ นั้นคือ มีการสร้างวังชิดแม่น้ำ หันหน้าวังขึ้นเหนือน้ำ ลำน้ำอยู่ฝั่งซ้ายวังแบบเดียวกัน กำแพงเมืองด้านข้างแม่น้ำเป็นกำแพงพระราชวังชั้นนอกแบบเดียวกัน ไปจนถึงรายละเอียดการวางพระราชมณเฑียรที่เรียงแบบเดียวกัน และสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) อยู่ในกำแพงพระราชวังหลวงแบบเดียวกันกับ “วัดพระศรีสรรเพชญ์” ที่พระราชวังกรุงศรีอยุธยา
วัสดุที่ใช้ก่อสร้างในชั้นแรกล้วนเป็นเครื่องไม้ พระราชมณเฑียร และป้อมปราการรอบพระราชวังก็เป็นเครื่องไม้ ตามความคิดเห็นของ ส. พลายน้อย นักค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ชื่อดัง เชื่อว่าเป็นเพราะสร้างแบบเร่งด่วน ในภายหลังจึงเริ่มเปลี่ยนพระมหาปราสาท พระมหามณเฑียร และป้อมปราการเป็นเครื่องก่ออิฐถือปูนที่แข็งแรงขึ้น
พื้นที่ของพระราชวังหลวงในสมัยรัชกาลที่ 1 แตกต่างจากอาณาเขตในปัจจุบัน โดยในสมัยรัชกาลที่ 2 มีการขยายเขตพระราชวังทางด้านใต้ออกไป และสร้างประตูพิทักษ์บวร ประตูสุนทรทิศา กั้นระหว่างกำแพงพระราชวังชั้นในกับกำแพงเมือง ซึ่งเรียกกันว่า “ประตูแดง”
สำหรับประตูรอบกำแพงพระบรมมหาราชวังชั้นนอกนั้น ส. พลายน้อย บรรยายว่า ประตูพระบรมมหาราชวังในสมัยรัชกาลที่ 1 ทำเป็นประตูยอดด้วยเครื่องไม้ ในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้นใหม่ โดยทำเป็นประตูก่ออิฐถือปูน เปลี่ยนรูปทรงเป็นประตูซุ้มฝรั่งตามแบบประตูยอดปรางค์ แต่ก็ไม่ได้แก้ทั้งหมด
ในบรรดาประตูทั้งหลายที่มี ที่เป็นที่ถกเถียงกันมีเพียง “ประตูวิเศษไชยศรี” กับ “ประตูพิมานไชยศรี” เท่านั้น ว่ามีที่มาอย่างไรกันแน่ข้อมูลจากหนังสือ “ราชูปโภค” โดย เทวาธิราช ป. มาลากุล เล่าว่า
เมื่อ พ.ศ. 2327 มีชาวประมงพบพระแสงขรรค์ขณะทอดแหในทะเลสาบนครเสียมราฐ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (แบน) ให้ข้าราชการนำมาทูลเกล้าฯ ถวาย วันที่พระแสงขรรค์มาถึงก็มี “อสนีบาต” (ฟ้าผ่า) ในพระนคร 7 แห่ง มีตกที่ประตูวิเศษไชยศรี กับประตูพิมานไชยศรี เมื่อพระแสงขรรค์ผ่านประตูทั้งสอง จึงทำให้มีสร้อยตามหลังเป็นคำว่า “ไชยศรี” ตาม “พระแสงขรรค์ชัยศรี” เพื่อเป็นอนุสรณ์
ส. พลายน้อย ได้ค้นคว้าเรื่องนี้ และนำวันที่ในบันทึกของ ป.มาลากุล ไปเทียบกับเนื้อหาในพระราชพงศาวดารเรื่องพระแสงขรรค์ ซึ่งในพระราชพงศาวดารบรรยายว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2326 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้พระยาพระเขมรนำ “พระขรรค์ชัยศรี” เข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย วันนั้นเองมีพายุใหญ่ ฝนตก ฟ้าผ่าลงศาลาลูกขุนใน
เมื่อดู พ.ศ. ที่ระบุ จะเห็นว่า ปีที่นำพระแสงขรรค์เข้ามานั้น แตกต่างจากบันทึกของ ป. มาลากุล ที่อ้างถึง
สำหรับเรื่องอสุนีบาตตกในพระบรมมหาราชวังนั้น มีปรากฏในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 1 โดยตกต้องพระที่นั่งอมรินทรมหาปราสาท วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2332 ฟ้าผ่าลง 2 ครั้งที่มหาปราสาทและซุ้มประตูพระราชวัง แต่ พ.ศ. ที่เกิดเหตุนั้น ห่างจากเรื่องเล่าถึง 4-5 ปี
นอกจากนี้ หลักฐานสำคัญอีกประการที่ ส.พลายน้อย หยิบยกมาอธิบายคือ สำเนาร่างหมายรับสั่งฉบับหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพบ และถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นหมายรับสั่งเรื่องยกประตูพระบรมมหาราชวัง ในเนื้อหาระบุฤกษ์ยกประตูในพระราชวังไว้เป็นวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2325 และปรากฏชื่อ ประตู “วิเศษไชยศรี” ด้วย
นั่นหมายความว่า “ประตูวิเศษไชยศรี” มีชื่อเช่นนี้ ก่อนที่พระแสงขรรค์จะได้รับการเชิญเข้ามา (พระราชพงศาวดารระบุว่า เข้ามาใน พ.ศ. 2326) และเนื้อหาย่อมขัดกันกับเรื่องเล่าว่า นาม “ไชยศรี” ต่อท้ายประตูเพราะได้เชิญพระแสงขรรค์ชัยศรีผ่านประตูทั้งสองนั่นเอง
สำหรับประตูในพระบรมมหาราชวัง มีแนวโน้มว่าน่าจะถูกแก้ไขในภายหลังอีก เมื่อพิจารณาจากบัญชีกลาโหม ที่นำทูลเกล้าฯ ถวายในสมัยปลายรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2350 อันบรรยายว่า ย่อยทองปืนมหาเศวตรัตน์รวม 6 กระบอกมาหล่อครกสากบานประตูรอบพระราชวัง เชื่อว่า อาจมีการทำบานประตูใหม่ในช่วงเวลานั้นด้วย
ในปัจจุบัน “ประตูวิเศษไชยศรี” เป็นประตูสำคัญเนื่องจากเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระมหามณเฑียร โดยเฉพาะเมื่อมีการสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็นับว่ามีประตูคู่เดียงที่ตั้งตรงกัน และตรงกับพระที่นั่งสำคัญ คือ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท รวมถึงเป็นทางเสร็จพระราชดำเนินเข้าออกสู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน อีกด้วย
ปัจจุบัน “ประตูวิเศษไชยศรี” มิได้อนุญาตให้คนทั่วไปผ่านเข้าออกได้ แต่ประตูพิมานไชยศรีนั้น เป็นทางเดินออก ตามเส้นทางเที่ยวชมวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังของบรรดานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ นั่นหมายถึงว่า สามารถชมความงามของ “ประตูฝรั่ง” ดังกล่าวนี้ได้ และมองเห็นประตู “วิเศษไชยศรี” ที่อยู่ด้านนอก ได้อย่างสวยงามด้วย
มีโอกาสไปเที่ยวชมวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวัง “แนวหน้า” อยากให้ท่าน ชื่นชมความงามของประตูทั้งสองนี้.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี