21 ต.ค.61 เว็บไซต์ นสพ. Arab News ของซาอุดิอาระเบีย นำเสนอข่าว "Thailand immigrant crackdown eyes dark-skinned people" โดยอ้างรายงานจากสำนักข่าว AFP เนื้อหาว่าด้วยการปูพรมตรวจเข้มชาวต่างชาติตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ของตำรวจไทย เพื่อจับกุมกวาดล้างผู้ที่อาศัยอยู่เกินกำหนดรวมถึงผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งอีกมุมหนึ่งได้กลายเป็นความกังวลกรณีคนบางเชื้อชาติถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ รวมไปถึงผลกระทบกรณีผู้ลี้ภัย
รายงานข่าวระบุว่า ประเทศไทยมีชาวต่างชาติเดินทางไปเยือนนับสิบล้านคนต่อปี สืบเนื่องจากค่าครองชีพไม่แพง ทิวทัศน์ของชายหาดที่สวยงาม และบางคนก็แสวงหาบริการทางเพศที่ตื่นเต้นเร้าใจ อย่างไรก็ตามด้วยปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย บวกกับพรมแดนที่มีช่องโหว่รวมถึงการทุจริต ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของอาชญากรรมข้ามชาติ และนั่นจึงนำมาสู่นโยบาย "เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว" ที่เริ่มต้นมาได้เมื่อราว 1 ปีก่อน โดยจับกุมชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดได้มากกว่าพันคนภายในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ถึงกระนั้น การเพ่งเล็งไปที่คนผิวสีเป็นพิเศษ อาทิ คำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (รรท.ผบช.สตม.) ของไทย ที่กล่าวว่า "งานของตำรวจตอนนี้คือการแยกแยะระหว่างคนผิวสีที่เป็นสุจริตชนทั่วไปกับคนที่มีแนวโน้มจะก่ออาชญากรรม" ก็ทำให้เกิดความกังวล แม้คนที่ถูกจับกุมไปแล้วส่วนใหญ่จะเป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองจากประเทศข้างเคียงก็ตาม
ทั้งนี้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมากลุ่มมิจฉาชีพประเภท "แสร้งรักออนไลน์" (romance scammers) ซึ่งมีพฤติกรรมหลอกลวงหญิงไทยให้โอนเงินไปให้ มักพบเป็นชาวไนจีเรียหรืออูกันดาอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ทางตำรวจมีข้อมูลชาวต่างชาติราว 6,000 คนที่ต้องถูกขับออกจากประเทศไทย โดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ย้ำว่าจำเป็นต้องเชิญชวนคนดีเข้ามาและขับไล่คนไม่ดีออกไป เพื่อให้ประเทศมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน
ขณะที่สำนักข่าว AFP อ้างว่าผู้สื่อข่าวของพวกเขาที่กรุงเทพฯ ได้ยินทีมตรวจค้นของตำรวจกำชับกันว่าให้มุ่งเน้นตรวจค้นหนังสือเดินทางของชาวต่างชาติผิวสีเป็นหลัก บริเวณย่านนานา (Nana) เมื่อต้นเดือน ต.ค.61 มีการสุ่มตรวจหาสารเสพติดราว 30 คน และมากกว่าครึ่งเป็นคนผิวดำ แต่ก็มีชาวฝรั่งเศสผิวขาวคนหนึ่งถูกตรวจและพบว่าสูบกัญชา
รายงานข่าวกล่าวต่อไปว่า แม้การตรวจสอบชาวต่างชาติโดยเน้นสัญชาติจะเป็นความลับ แต่เมื่อสัปดาห์แรกของเดือน ต.ค.61 ตำรวจไทยก็แถลงข่าวการจับกุมทั้งชาวเกาหลีใต้ที่หนีคดีข่มขืนมาจากบ้านเกิดและถูกขึ้นบัญชีหมายจับของตำรวจสากล รวมถึงจับกุ่มชาวไนจีเรีย 4 คน ที่ร่วมกับคนไทยอีก 16 คน ที่เป็นมิจฉาชีพแสร้งรักออนไลน์ และจับกุมชาวลาวที่อยู่ในประเทศไทยเกินกำหนดมานานถึง 11 ปี
นอกจากนี้ ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ยังแสดงความเป็นห่วงกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ยังอยู่ในประเทศไทยระหว่างรอเดินทางไปประเทศที่ 3 ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะถูกตำรวจไทยจับกุม เนื่องจากในประเทศไทยไม่มีกฎหมายคุ้มครองผู้ลี้ภัย อาทิ ข้อมูลจากองค์กรฟอร์ตี้ฟายไรต์ (Fortify Rights) ระบุว่ามีผู้ใหญ่ 100 คน และเด็ก 30 คน มาจากปากีสถานและโซมาเลีย
ด้าน แบรด อดัมส์ (Brad Adams) ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย องค์กรฮิวแมนไรท์วอตช์ (Human Right Watch) กล่าวว่า นโยบายกวาดล้างชาวต่างชาติผิดกฎหมายของไทยได้ส่งผลกระทบต่อผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาการลี้ภัย อีกทั้งยังทำให้เด็กๆ ในกลุ่มนี้อยู่ในสภาพเหมือนถูกจำคุก ซึ่งดูเหมือนทางการไทยจะเน้นเข้มงวดไปที่ชาวต่างชาติที่มีลักษณะเหมือนผู้มาจากภูมิภาคเอเชียใต้และแอฟริกา
รายงานข่าวยังกล่าวอีกว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ โดยก่อนหน้านี้ในปี 58 ทางการไทยได้ส่งชาวอุยกูร์กว่า 100 คนกลับไปยังประเทศจีน นอกจากนี้ยังมีชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ราว 70 คน ถุกจับกุมและกักตัวไว้ในข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทั้งที่คนกลุ่มนี้หนีปัญหาความรุนแรงทางศาสนามาจากบ้านเกิดที่มีชาวมุสลิมเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและอยู่ระหว่างรอส่งตัวไปประเทศที่ 3 แต่เจ้าหน้าที่ไทยไม่มีคำอธิบายในเรื่องนี้
ขอบคุณข่าวจาก : http://www.arabnews.com/node/1391261/world
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี