546.jpg
เราก็เป็นแรงงาน! สื่อญี่ปุ่นตีข่าว‘โสเภณีไทย’ต่อสู้เพื่อยุติการตีตรา‘อาชีพผิดกฎหมาย’

เราก็เป็นแรงงาน! สื่อญี่ปุ่นตีข่าว‘โสเภณีไทย’ต่อสู้เพื่อยุติการตีตรา‘อาชีพผิดกฎหมาย’

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 18.36 น.

17 พ.ค. 2562 เว็บไซต์ นสพ.The Japan Times ของญี่ปุ่น เสนอรายงานพิเศษ “With health insurance and time off, empowered sex workers in Thailand battle stigma” ว่าด้วยความพยายามของกลุ่มผู้ขายบริการทางเพศในประเทศไทย ในการต่อสู้เพื่อยุติการถูกกำหนดให้เป็นอาชีพผิดกฎหมาย เพื่อที่จะได้รับสิทธิและความคุ้มครองเฉกเช่นเดียวกับผู้ใช้แรงงานอาชีพอื่นๆ ในสังคม

รายงานดังกล่าวซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก THOMSON REUTERS FOUNDATION เริ่มต้นที่ จ.เชียงใหม่ จังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย อันเป็นที่ตั้งของ “Can Do Bar” สถานบันเทิงที่ก่อตั้งในปี 2549 โดยมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (Empower Foundation) องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่ต่อสู้ในประเด็นการหยุดตีตราและเลือกปฏิบัติกับผู้ขายบริการทางเพศในประเทศไทย โดยสถานบันเทิงแห่งนี้พยายามเป็นต้นแบบในการให้หลักประกันสุขภาพและวันหยุดทำงานกับผู้ประกอบอาชีพดังกล่าว

ไหม จันตา (Mai Chanta) หญิงกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยใน จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ผู้คนมักบอกให้ผู้ขายบริการทางเพศยุติอาชีพนั้นเสียแล้วไปทำอย่างอื่นแทน เช่น อบคุ้กกี้หรือเย็บผ้า คำถามคือเหตุใดงานเหล่านั้นจึงถูกพิจารณาว่าเหมาะสม และย้ำว่าผู้ขายบริการทางเพศเลือกที่จะทำงานนั้นด้วยความรู้สึกพึงพอใจเฉกเช่นงานอาชีพอื่นๆ ทั้งนี้ผู้หญิงนับล้านคนทั่วโลกขายบริการทางเพศเพื่อหารายได้ แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ให้การยอมรับในฐานะอาชีพที่ไม่ผิดกฎหมาย อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เซเนกัลและเปรู

ขณะที่ในประเทศไทย ดินแดนซึ่งมองอาชีพขายบริการทางเพศว่ามีมลทิน มีโทษปรับ 1,000 บาทสำหรับผู้ค้าบริการทางเพศ ส่วนผู้ซื้อบริการผู้ค้าที่อายุไม่ถึง 18 ปีอาจถูกจำคุกได้สูงสุดถึง 6 ปี ข้อมูลจากโครงการร่วมเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) เมื่อปี 2557 พบว่ามีผู้ขายบริการทางเพศ 123,530 คน แต่บางฝ่ายเชื่อว่ามีมากกว่านั้นราว 2 เท่า ซึ่งรวมถึงแรงงานเคลื่อนย้ายจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ลาว กัมพูชาและเวียดนาม

รายงานของ The Japan Times กล่าวต่อไปว่า ยุคสมัยใหม่ของการขายบริการทางเพศในประเทศไทย น่าจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพญี่ปุ่นเข้าไปตั้งฐานทัพในไทย และขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงสงครามเวียดนามเมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาใช้ไทยเป็นฐานทัพ เพื่อให้บรรดาทหารต่างชาติได้พักผ่อนหย่อนใจ จากนั้นมันได้ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองแห่งการท่องเที่ยวทางเพศ มีสถานบริการประเภทต่างๆ เช่น บาร์ อาบอบนวด เลานจ์และคาราโอเกะเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

ที่น่าสนใจคือแม้การขายบริการทางเพศจะผิดกฎหมายของไทยมาตั้งแต่ปี 2503 แต่ทุกอย่างถูกเพิกเฉยจากภาครัฐ และว่ากันว่าธุรกิจนี้ให้ผลตอบแทนจำนวนมหาศาลกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ท่ามกลางความพยายามต่อสู้ของผู้ขายบริการทางเพศในประเทศไทยเพื่อให้ได้รับสิทธิความเป็นมนุษย์ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง มาตั้งแต่ปี 2513 ซึ่งช่วงดังกล่าวก็มีการเรียกร้องเช่นกันในแคนาดาและออสเตรเลีย

กระทั่งในปี 2557 เมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาลทหาร ซึ่งมีนโยบายจะเปลี่ยนประเทศไทยให้มีภาพลักษณ์หรูหราเพื่อดึงดูดบรรดานักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก การปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เป็นวาระหลักของประชาคมโลกถูกใช้เป็นข้ออ้างในการจัดการผู้ขายบริการทางเพศไปด้วย ลิซ ฮิลตัน (Liz Hilton) ตัวแทนจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ระบุว่า มาตรการ “จู่โจมและช่วยเหลือ” ที่ตำรวจไทยและ NGO ร่วมมือกัน ส่งผลกระทบต่อหญิงที่ขายบริการโดยสมัครใจ ที่หลายคนมีครอบครัวให้ต้องดูแลอยู่เบื้องหลัง

ด้านข้อมูลจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เปิดเผยถึงรายได้ต่อวันของหญิงขายบริการทางเพศที่มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำของไทยคือวันละ 325 บาท ตั้งแต่ 2 - 10 เท่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐชี้แจงว่ามาตรการจู่โจมและช่วยเหลือเป็นไปเพื่อตรวจสอบแรงงานข้ามชาติและผู้ค้าประเวณีที่ยังอายุไม่ถึง 18 ปี โดยหลังจากนั้นจะมีการดูแลสุขภาพและฝึกอาชีพต่อไป

พรสม เปาปราโมทย์ (Pornsom Paopramot) ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ในประเทศไทยเคยมีการถกเถียงเรื่องการให้อาชีพขายบริการทางเพศถูกกฎหมาย แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกเพราะไม่ต้องการถูกมองว่าส่งเสริม อีกทั้งต้องการส่งสารถึงชาวโลกว่าการท่องเที่ยวทางเพศไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการเป็นที่รู้จัก ซึ่งการให้การขายบริการทางเพศเป็นอาชีพถูกกฎหมายจะไม่ตอบโจทย์สารนี้

บอริสสลาฟ เกราสิมอฟ (Borislav Gerasimov) ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กร Global Alliance Against Traffic in Women ให้ความเห็นว่า การแก้ไขให้อาชีพขายบริการทางเพศถูกกฎหมายจะลดการ “ตีตรา (stigma)” คนในอาชีพดังกล่าวว่าเป็นพวก “ไม่ปกติและผิดศีลธรรม (deviant and immoral)” นำไปสู่การปรับปรุงสภาพในการทำงานและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้วย ทั้งนี้รายงาน Global Slavery Index 2018 โดยองค์กร Walk Free Foundation ระบุว่าไทยเป็นทั้งต้นทาง ทางผ่านและปลายทางของการค้ามนุษย์ คาดว่ามีคนราว 610,000 คนตกอยู่ในสภาพเป็นทาส

รายงานของสื่อญี่ปุ่นยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่รัฐบาลไทยเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการค้ามนุษย์ จนรัฐบาลสหรัฐจัดอันดับประเทศไทยเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ที่ Tier 2 (จากเดิมคือ Tier 2.5 และต่ำสุดคือ Tier 3) อันเป็นการชื่นชมท่าทีของทางการไทย เช่น ในกลุ่มแรงงานบนเรือประมง รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ แต่ แอนนา โอลเซน (Anna Olsen) ตัวแทนจากองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ประจำประเทศไทย มองว่า แม้การค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ก็เป็นคนละแบบกับการขายบริการทางเพศโดยทั่วไป

ย้อนกลับไปที่ จ.เชียงใหม่ หลังการเลือกตั้งใหญ่ของไทยเมื่อเดือน มี.ค. 2562 ซึ่งมีผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นกลุ่มเพศทางเลือก (LGBT) เสนอนโยบายยุติการกำหนดให้การขายบริการทางเพศเป็นอาชญากรรม ปิงปอง (Ping Pong) 1 ในผู้ก่อตั้ง Can Do Bar กล่าวว่า ในวันแรกๆ ที่มีสถานบริการแห่งนี้ แม้จะถูกปฏิเสธว่าผู้ขายบริการทางเพศไม่สามารถทำประกันสังคมและไม่มีสิทธิวันหยุดงาน แต่ท้ายที่สุดก็สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้ และวันนี้ที่กำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่ สมาชิกก็พร้อมจะไปเรียกร้องกับรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานคนใหม่เช่นกัน

ขอบคุณเรื่องจาก : https://www.japantimes.co.jp/news/2019/05/17/asia-pacific/social-issues-asia-pacific/health-insurance-time-off-empowered-sex-workers-thailand-battle-stigma/#.XN6JkdSLRkg


โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top