วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
มีผู้ถูกสังหารไปกว่า 100 คน ในเหตุการณ์รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นในแคว้นบาลูจิสถาน ของปากีสถานเมื่อปีที่แล้ว ทว่าเฉพาะในคืนวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมาเพียงคืนเดียว มีผู้ถูกปลิดชีพไปมากกว่านั้นเสียอีก พวกเขาถูกฆ่าเนื่องจากชาติพันธุ์ของพวกเขา และเนื่องจากความขัดแย้งซึ่งมีมายาวนานระหว่างชุมชนชาวฮาซาราที่เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์เหล่านี้ กับชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ เมื่อที่ทางสำหรับชนกลุ่มน้อยกำลังหดลดลงมาเรื่อยๆ ในจำนวนชาวฮาซารา 600,000 คน ซึ่งพำนักอาศัยอยู่ในปากีสถาน จึงมีมากกว่า 25,000 คนทีเดียวที่อพยพหลบภัยไปอยู่ที่อื่นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และพวกที่ยังเหลืออยู่ก็กำลังถูกต้อนให้อยู่ในมุมอับมากขึ้นทุกที
การาจี, ปากีสถาน-“ฉันต้องการความยุติธรรม”ชูเครีย จามาลี หญิงสาววัย 20 ปี กล่าว “แต่ฉันก็ไม่ต้องการให้ศัตรูของฉันแม้แต่คนที่ร้ายกาจที่สุด ต้องเจอความรู้สึกเจ็บปวดอย่างสาหัสสากรรจ์เหมือนกับที่ฉันกำลังรู้สึกอยู่ในตอนนี้เลย” คู่หมั้นของ ชูเครีย จามาลี ที่มีชื่อว่า นาดีร์ฮุสเซน ตำรวจหนุ่มอายุ 24 ปี ต้องเข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ในคืนวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา และก็กลายเป็นคนหนึ่งที่ถูกฆ่าในเหตุการณ์ระเบิดต่อเนื่องซึ่งเกิดขึ้นในคืนนั้นที่เมืองแควตตา เมืองหลวงของแคว้นบาลูจิสถาน ประเทศปากีสถานนอกจากนั้นยังมีอีกกว่า 150 คน ที่ได้รับบาดเจ็บ ตลอดทั้งปี2012 ที่ผ่านมา มีผู้ที่ถูกสังหารไปด้วยเหตุรุนแรงในแคว้นบาลูจิสถานเป็นจำนวนทั้งสิ้น 108 คน แต่เฉพาะในคืนวันที่ 10 มกราคมคืนเดียว มีผู้เสียชีวิตไป 115 คน
ในคืนรุ่งขึ้นหลังเหตุการณ์เข่นฆ่านองเลือดคราวนั้น ชูเครีย จามาลี นั่งอยู่ในที่ชุมนุมประท้วงพร้อมกับคนอื่นๆ อีกเป็นพันๆ มีทั้งผู้ชาย, ผู้หญิง และเด็กๆ พวกเขาและเธอต่างก็ปฏิเสธยังไม่ยอมนำเอาศพของผู้เป็นที่รักของพวกเขาไปฝัง “บางทีมันอาจจะเป็นคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของฉันก็ได้ พวกเราทั้งสู้กับสายฝนและทั้งสู้กับสายลมหนาวยะเยือกในขณะที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา ยังคงนั่งกันอย่างไม่ท้อถอยอยู่ข้างๆ หีบศพ” เธอเล่าให้สำนักข่าวอินเตอร์เพรสเซอร์วิส (Inter Press Service หรือ IPS) ฟังผ่านทางโทรศัพท์จากเมืองแควตตา
ผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นคนในชุมชนชาวฮาซารานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยพวกหนึ่งในปากีสถาน ชุมชนนี้มีจำนวนรวมกันไม่ถึง 600,000 คนจากประชากรทั่วทั้งประเทศปากีสถานที่มีอยู่ราว 180 ล้านคน องค์กรหัวรุนแรงของมุสลิมนิกายสุหนี่ ที่ใช้ชื่อว่าลัชคาร์-อี-จังวี ซึ่งมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับพวกตาลิบันปากีสถาน และถูกรัฐบาลปากีสถานประกาศเป็นพวกนอกกฎหมายไปตั้งแต่เมื่อปี 2001 ได้ออกมาแถลงยืนยันว่าเป็นตัวการก่อการเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมคราวนี้
ในคืนดังกล่าว มือระเบิดฆ่าตัวตายผู้หนึ่งได้เข้าโจมตีสโมสรสนุ้กเกอร์แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนอาลัมดาร์ ย่านที่ผู้พำนักอาศัยส่วนใหญ่คือชาวฮาซารา หลังจากนั้นไม่กี่นาที ระเบิดรถยนต์คันหนึ่งก็ถูกจุดระเบิดขึ้น ในขณะที่พวกเจ้าหน้ากู้ภัยและสื่อมวลชนไปถึงยังที่เกิดเหตุ
ช่างเหมือนกับการนำเอาประวัติศาสตร์มาฉายซ้ำอีกคำรบหนึ่ง ชาวฮาซารากำลังถูกรังควานเข่นฆ่าอีกแล้ว คราวนี้ในปากีสถาน เนื่องจากชาติพันธุ์ของพวกเขาและเนื่องจากประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งที่พวกเขามีอยู่กับชาวมุสลิมสุหนี่
ชาวชีอะห์นั้นมีจำนวนประมาณ 20% ของประชากร 180 ล้านคนของปากีสถาน และถูกโจมตีเป็นประจำ
โดยเฉพาะจากกลุ่ม LeJ ทว่าผู้ก่อเหตุเหล่านี้มักไม่ถูกลงโทษอะไร ยิ่งสำหรับชาวฮาซาราแล้ว พวกเขาตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีบ่อยครั้งที่สุด เพราะรูปร่างหน้าตาของพวกเขาที่สามารถจดจำได้ง่ายจากการมีลักษณะแบบชาวมองโกลหลายๆ ส่วน ซึ่งแตกต่างไปจากชุมชนชาวชีอะห์อื่นๆ
ชาวฮาซาราซึ่งมีอยู่ทั่วโลกประมาณ 8 ถึง 10 ล้านคนส่วนใหญ่พำนักอาศัยกันอยู่ในอัฟกานิสถาน ทว่าเมื่อราว 120ปีที่ผ่านมา จำนวนมากหลบหนีออกจากประเทศนั้นภายหลังถูกรังควานเข่นฆ่าจากชาวปัชตุน เผ่าต่างๆ ที่เป็นสุหนี่และเป็นประชากรส่วนใหญ่ในอัฟกานิสถาน ครั้นเมื่อมาอยู่ในปากีสถานแล้ว ในตอนแรกๆ พวกเขาได้รับการต้อนรับเป็นอันดี และบางคนกระทั่งมีความเจริญก้าวหน้าได้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ ในคณะรัฐบาล
แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป ที่ทางและหนทางสำหรับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ก็กำลังหดแคบลงไปเรื่อยๆ พวกที่มีการศึกษาและมีฐานะดีในชุมชนชาวฮาซารา จึงหลบหนีไปตั้งถิ่นฐานทางยุโรปและออสเตรเลีย ในระยะเวลาประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา มีชาวฮาซาราหลบหนีออกจากปากีสถานไปมากกว่า 25,000 คน
โศกนาฏกรรมเหล่านี้ได้สร้างความลำบากทุกข์ยากแสนสาหัสให้แก่ผู้หญิงชาวฮาซารา “ในตรอกที่ผมอยู่ มีครอบครัว ชาวฮาซาราอื่นๆ อีก 4 ครอบครัว ของผมเป็นเพียงครอบครัวเดียวที่ยังมีผู้ชายอยู่ ในครอบครัวอื่นๆ น่ะ ผู้ชายถ้าไม่อพยพไปอยู่ที่อื่นก็ถูกฆ่าตายไปแล้ว” ดาวูด ชันเกซี ซึ่งทำงานบริหารองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) แห่งหนึ่ง บอกกับไอพีเอส
องค์การการกุศลอีกแห่งหนึ่งที่มีนามว่า มูลนิธิ นิมโซ (Nimso Foundation) จัดตั้งขึ้นในปี 2012 นี้เอง โดย “วัตถุประสงค์หลักของเราคือการทำให้มั่นใจว่า เด็กๆ ลูกหลาน ของผู้ที่ถูกเข่นฆ่าไม่ควรที่จะเลิกเล่าเรียนเลิกศึกษาไป” ศาสตราจารย์ อับดุลเลาะห์ โมฮัมมาดี ประธานองค์การแห่งนี้เล่าให้ ไอพีเอส ฟังจากแควตตาผ่านทางโทรศัพท์เช่นกัน
.jpg)
จามาลี บอกว่าคู่หมั้นของเธอเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวในครอบครัวของเขาที่ออกไปทำงานหาเลี้ยงคนทั้งบ้าน เนื่องจากพ่อของเขาป่วยกระเสาะกระแสะ “ฉันไม่รู้เลยว่าตอนนี้ใครจะดูแลพวกเขา พ่อฉันเองก็ไม่อยู่แล้วเหมือนกัน ส่วนน้องๆ ของฉันต่างก็อายุน้อยกว่าฉันทั้งนั้น”
อัลตัฟ ซัฟดารี ซึ่งเป็นผู้บริหารช่องโทรทัศน์ชุมชนที่มีชื่อว่า เมชิด บอกกับ ไอพีเอส ว่า พวกที่ทำงานด้านวิชาชีพซึ่งอยู่ในชุมชนของเขา ส่วนใหญ่แล้วถูกบีบบังคับให้ต้องย้ายออกจากที่อยู่เดิมแล้วมาพำนักอาศัยกันที่ถนนอาลัมดาร์ และแถวๆ ฮาซารา ทาวน์ ของแควตตา
“ยิ่งในช่วงหลายๆ เดือนหลังมานี้ด้วยแล้ว ทั้งทนายความ,หมอ, ครูอาจารย์, และกระทั่งข้าราชการ ต่างก็ไม่สามารถออกจากบ้านของพวกเขาได้เลย เพราะกลัวว่าจะถูกฆ่า” ซัฟดารีบอก “สำหรับพวกข้าราชการน่ะ หลายคนเลยผู้บังคับบัญชาอนุญาตให้พวกเขาลาพักยาว โดยพวกเขายังได้เงินเดือนกันอยู่แต่สำหรับพวกที่ไม่ได้โชคดีถึงขนาดนั้น และต้องไปทำงานกันนอกแควตตาออกไป ก็จำเป็นต้องออกจากงานกันเลย”
รุคซานา อาเหม็ด เลขาธิการองค์การสตรี ของพรรคประชาชนปากีสถาน(พีพีพี) ที่เป็นแกนนำคณะรัฐบาลชุดปัจจุบัน เล่าว่า ระหว่างที่เธอเดินทางไปสุสานของนครแควตตาซึ่งเป็นที่ฝังศพสามีของเธอ ผู้เป็นเหยื่อคนหนึ่งของการสังหารเข่นฆ่าด้วยสาเหตุทางชาติพันธุ์ในปี 2009 นั้น หลายต่อหลายเที่ยวทีเดียวเธอได้เห็น “พวกผู้หญิงซึ่งใช้ผ้าคลุมศีรษะและใบหน้า กำลังนั่งกันอยู่ตามถนน ร้องขอทาน” เธอบอกว่าเรื่องนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ เพราะชาวฮาซาราไม่เคยขอทานกันมาก่อน ไม่ว่าพวกเขาจะลำบากยากแค้นกันขนาดไหนก็ตาม
(ติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้า)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี